คำตอบสั้นที่สุด: จำนวนคิวที่คุ้มไม่ได้มาจากการนับหัวลูกค้า แต่มาจากการเอา กำไรต่อคิวหลังหักต้นทุนตรง ไปกลบ ต้นทุนคงที่ของวันอาทิตย์ ให้หมดก่อน วันอาทิตย์ต่างจากวันธรรมดาตรงที่ค่าแรงมักสูงกว่า คนมาทำงานเท่าเดิมแต่จ่ายแพงขึ้น ถ้ายังคิดจุดคุ้มด้วยจำนวนคิวแบบวันธรรมดา ร้านจะเปิดวันอาทิตย์แบบขาดทุนเงียบ ๆ ทุกสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว
บทความนี้ให้สูตรหาจำนวนคิวคุ้มทุนของวันอาทิตย์ทีละขั้น พร้อมตารางเทียบสามสถานการณ์ และเช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจว่าจะเปิดหรือปิดวันอาทิตย์ ตัวเลขทุกตัวในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ให้เปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงของร้านก่อนใช้
ทำไม “คิวเยอะ” ไม่เท่ากับ “คุ้มค่าแรง”
วันอาทิตย์คนเดินเข้าร้านเยอะกว่าวันธรรมดา เจ้าของหลายคนจึงรู้สึกว่าเปิดวันอาทิตย์คุ้มแน่ เพราะเห็นคิวแน่นและเงินสดปลายวันดูเยอะ แต่ความรู้สึกนี้พลาดตรงที่มันดูยอดขายรวม ไม่ได้ดูว่าต้นทุนของวันอาทิตย์สูงกว่าวันอื่นแค่ไหน
ต้นทุนที่เปลี่ยนไปในวันอาทิตย์มีอย่างน้อยสองก้อน ก้อนแรกคือค่าแรง พนักงานหลายร้านได้ค่าทำงานวันหยุดสูงกว่าวันธรรมดา หรือต้องจ่าย OT ก้อนที่สองคือค่าคงที่ที่ยังเดินอยู่แม้เป็นวันหยุด เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟที่เปิดแอร์ทั้งวัน และค่าเสื่อมของอุปกรณ์ ถ้าวันอาทิตย์ได้คิวเท่าวันธรรมดาแต่จ่ายค่าแรงแพงกว่า กำไรที่เหลือจะน้อยลงทันที
จุดที่ทำให้เข้าใจผิดคือเงินสดปลายวันของวันอาทิตย์มักดูมากกว่าวันธรรมดา เพราะคิวเยอะกว่า แต่ถ้าเอากำไรหลังหักค่าแรงและค่าคงที่มาเทียบ จะพบว่ากำไรต่อคิวของวันอาทิตย์ต่ำกว่า ร้านจึงต้องได้คิวมากกว่าวันธรรมดาถึงจะคุ้ม ไม่ใช่แค่เท่ากัน
สามตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนคิดจุดคุ้มทุนวันอาทิตย์
ตัวเลขที่ 1 — กำไรต่อคิวหลังหักต้นทุนตรง คือราคาบริการต่อคิว ลบด้วยต้นทุนที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีลูกค้าคนนั้นจริง เช่น ค่ามือช่างที่จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมันหอมระเหย ผ้าที่ต้องซัก และของใช้แล้วทิ้ง ตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาเต็มของบริการ เพราะราคาเต็มยังไม่ได้หักต้นทุนที่ผูกกับคิวนั้น
ตัวเลขที่ 2 — ค่าแรงคงที่ของวันอาทิตย์ คือค่าแรงที่ร้านจ่ายไม่ว่าจะได้กี่คิว เช่น พนักงานประจำที่มาเข้าเวรวันอาทิตย์และได้ค่าแรงวันหยุด หรือพนักงานต้อนรับที่ต้องอยู่ทั้งวัน ค่าแรงส่วนนี้ต่างจากค่ามือช่างที่ผูกกับคิว เพราะจ่ายเท่ากันไม่ว่าจะว่างหรือแน่น จึงต้องถูกกลบด้วยกำไรต่อคิวให้หมดก่อน
ตัวเลขที่ 3 — ค่าคงที่อื่นของวันอาทิตย์ คือค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าเสื่อมอุปกรณ์ที่เดินอยู่ทั้งวันแม้เป็นวันหยุด ร้านที่จ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนควรหารด้วยจำนวนวันที่เปิดจริงต่อเดือน เพื่อให้รู้ว่าวันอาทิตย์หนึ่งวันแบกค่าคงที่เท่าไร
เมื่อรู้สามตัวนี้แล้ว จุดคุ้มทุนคือจำนวนคิวที่ทำให้กำไรต่อคิวรวมกันเท่ากับค่าแรงคงที่บวกค่าคงที่อื่นพอดี คิวที่เกินจากนั้นคือกำไรจริงของวันอาทิตย์
สูตรหาจำนวนคิวคุ้มทุน และตัวอย่างที่คิดให้ดูทีละขั้น
จำนวนคิวคุ้มทุน = (ค่าแรงคงที่วันอาทิตย์ + ค่าคงที่อื่นต่อวัน) ÷ กำไรต่อคิวหลังหักต้นทุนตรง
ตัวแปรที่ต้องเติมมีสามตัวตามหัวข้อบน และตัวที่คนมักคิดผิดคือ กำไรต่อคิว เพราะเผลอใช้ราคาเต็มของบริการแทนกำไรที่หักต้นทุนตรงแล้ว ถ้าใช้ราคาเต็ม จุดคุ้มทุนจะดูต่ำกว่าความจริงมาก และร้านจะคิดว่าคุ้มทั้งที่ยังขาดทุน
ตัวอย่างสมมติ: ร้านสปาแห่งหนึ่ง ราคาบริการเฉลี่ยต่อคิว 900 บาท ต้นทุนตรงต่อคิว (ค่ามือช่าง น้ำมันหอม ผ้า ของใช้แล้วทิ้ง) 360 บาท เท่ากับกำไรต่อคิว 540 บาท วันอาทิตย์มีพนักงานเข้าเวร 2 คน ค่าแรงวันหยุดรวม 1,600 บาท และค่าคงที่อื่นเฉลี่ยต่อวัน 1,100 บาท
| ขั้นตอน | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาบริการต่อคิว | 900 บาท |
| หักต้นทุนตรงต่อคิว | −360 บาท |
| กำไรต่อคิว | 540 บาท |
| ค่าแรงคงที่วันอาทิตย์ | 1,600 บาท |
| ค่าคงที่อื่นต่อวัน | 1,100 บาท |
| ต้นทุนคงที่รวมของวันอาทิตย์ | 2,700 บาท |
| จุดคุ้มทุน = 2,700 ÷ 540 | 5 คิว |
ข้อมูลตัวอย่างที่ใช้เพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่จำนวนคิวมาตรฐานของร้านสปาทุกแห่ง

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านทั้งสามตัวเลข
จากตัวอย่างนี้ ร้านต้องได้ อย่างน้อย 5 คิว วันอาทิตย์ถึงจะเท่าทุน คิวที่ 6 เป็นต้นไปคือกำไรคิวละ 540 บาท ถ้าวันอาทิตย์ได้ 4 คิว ร้านขาดทุน 120 บาทในวันนั้น ทั้งที่รู้สึกว่ามีลูกค้ามาทั้งวัน
ข้อมูลข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่จำนวนคิวมาตรฐานของร้านสปาทุกแห่ง ร้านที่ค่าแรงวันหยุดสูงกว่านี้หรือกำไรต่อคิวต่ำกว่านี้ จะมีจุดคุ้มทุนสูงกว่า ให้แทนค่าด้วยราคา ต้นทุน และค่าแรงจริงของร้านตัวเอง
เทียบสามสถานการณ์ เปิดวันอาทิตย์แบบไหนถึงคุ้ม
สูตรเดียวกันให้คำตอบต่างกันมากเมื่อกำไรต่อคิวหรือค่าแรงเปลี่ยน ตารางข้างล่างใช้ค่าคงที่อื่นเท่ากันที่ 1,100 บาทต่อวัน แล้วเปลี่ยนเฉพาะกำไรต่อคิวกับค่าแรง เพื่อให้เห็นว่าจุดคุ้มทุนขยับอย่างไร
| สถานการณ์ | กำไรต่อคิว | ค่าแรงคงที่ | ต้นทุนคงที่รวม | จุดคุ้มทุน |
|---|---|---|---|---|
| A · บริการราคาสูง ทีมเล็ก | 700 บาท | 1,200 บาท | 2,300 บาท | 4 คิว |
| B · บริการปานกลาง ทีมมาตรฐาน | 540 บาท | 1,600 บาท | 2,700 บาท | 5 คิว |
| C · บริการราคาต่ำ ทีมใหญ่ | 350 บาท | 2,400 บาท | 3,500 บาท | 10 คิว |
ตารางตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่เกณฑ์ที่ร้านต้องใช้ตาม

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านการเทียบให้ครบ
ตารางนี้ชี้ให้เห็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือร้านที่ขายบริการราคาต่ำและมีทีมใหญ่ต้องการคิวมากกว่าเป็นเท่าตัวถึงจะคุ้ม เพราะกำไรต่อคิวน้อยแต่ค่าแรงคงที่สูง เรื่องที่สองคือการเพิ่มกำไรต่อคิว เช่น ขายบริการที่คนต่อยอดในวันอาทิตย์ ช่วยลดจำนวนคิวที่ต้องได้มากกว่าการเร่งรับคิวเพิ่ม
ถ้าจำนวนคิวจริงของวันอาทิตย์ในเดือนที่ผ่านมาต่ำกว่าจุดคุ้มทุนติดกันหลายสัปดาห์ นั่นเป็นสัญญาณว่าควรทบทวน ไม่ใช่เร่งทีมให้รับเร็วขึ้น เพราะปัญหาอยู่ที่โครงสร้างต้นทุนหรือราคา ไม่ใช่ความเร็วของทีม
ก่อนสรุปว่าวันอาทิตย์ไม่คุ้ม ให้ดูสามทางนี้ก่อนปิด
จุดคุ้มทุนที่คำนวณได้เป็นเส้นเริ่มต้น ไม่ใช่คำตัดสิน เพราะวันอาทิตย์มีคุณค่าบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในกำไรวันนั้นวันเดียว ก่อนตัดสินใจปิด ให้ดูสามทางนี้ก่อน
ทางที่ 1 — ยกกำไรต่อคิวขึ้น แทนการเร่งจำนวนคิว ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันที่ลูกค้ามีเวลาและพร้อมจ่าย ลองเสนอบริการที่ใช้เวลานานขึ้นหรือแพ็กเกจที่กำไรต่อคิวสูงกว่า จากตัวอย่างเดิม ถ้ายกกำไรต่อคิวจาก 540 เป็น 675 บาท ต้นทุนคงที่ 2,700 บาทจะถูกกลบด้วย 4 คิวพอดี ลดจุดคุ้มทุนจาก 5 เหลือ 4 คิว ซึ่งทำได้ง่ายกว่าการหาลูกค้าเพิ่มอีกคน
ทางที่ 2 — จัดคนให้พอดีกับคิวจริง ไม่ใช่เข้าเวรเต็มทีมทุกวันอาทิตย์ ถ้าวันอาทิตย์เช้าเงียบและบ่ายแน่น การให้ทั้งทีมมาตั้งแต่เช้าคือการจ่ายค่าแรงคงที่สูงโดยไม่จำเป็น ลองดูข้อมูลคิวย้อนหลังว่าช่วงไหนแน่นจริง แล้วจัดคนตามภาระงานรายช่วง วิธีคำนวณกำลังคนจากจำนวนคิวและเวลาบริการอ่านต่อได้ที่ วิธีจัดตารางเวรพนักงานร้านบริการ
ทางที่ 3 — นับคุณค่าที่ไม่ได้อยู่ในวันอาทิตย์วันเดียว ลูกค้าใหม่ที่มาครั้งแรกวันอาทิตย์แล้วกลับมาวันธรรมดา หรือคนที่ซื้อคอร์สในวันอาทิตย์แล้วทยอยใช้ทั้งเดือน สร้างรายได้ที่ไม่ได้ตกในวันนั้น ถ้าจะนับทางนี้ต้องมีข้อมูลจริงว่าลูกค้าวันอาทิตย์กลับมากี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เดาเอา ถ้ายังไม่มีข้อมูลนี้ ให้ตัดสินจากจุดคุ้มทุนไปก่อน
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเปิดหรือปิดวันอาทิตย์
- รู้กำไรต่อคิวที่หักต้นทุนตรงแล้ว ไม่ใช่ราคาเต็มของบริการ
- แยกค่าแรงคงที่ (จ่ายเท่ากันทุกกรณี) ออกจากค่ามือที่ผูกกับคิว
- หารค่าเช่ารายเดือนเป็นค่าคงที่ต่อวัน ตามจำนวนวันที่เปิดจริง
- คำนวณจุดคุ้มทุนของวันอาทิตย์แยกจากวันธรรมดา เพราะค่าแรงต่างกัน
- เทียบจำนวนคิวจริงย้อนหลังกับจุดคุ้มทุน ดูว่าต่ำกว่ากี่สัปดาห์ติดกัน
- ลองยกกำไรต่อคิวและจัดคนตามช่วงเวลาก่อนตัดสินใจปิด
- ถ้าจะนับลูกค้าใหม่ที่กลับมา ต้องมีข้อมูลจริงว่ากลับมากี่เปอร์เซ็นต์

คำถามที่พบบ่อย
ควรนับค่าแรงเจ้าของร้านที่ลงมือทำเองด้วยไหม
ควรนับ ถ้าเจ้าของไม่ได้ทำวันอาทิตย์ก็ต้องจ้างคนมาแทน เวลาของเจ้าของจึงมีต้นทุน ให้ใส่ค่าแรงเจ้าของในอัตราที่ต้องจ่ายถ้าจ้างคนอื่นทำงานเดียวกัน ไม่ใช่ตัดทิ้งเพราะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด ถ้าตัดทิ้ง จุดคุ้มทุนจะดูต่ำกว่าความจริงและร้านจะคิดว่าคุ้มทั้งที่เจ้าของทำฟรี
ถ้าวันอาทิตย์ได้ไม่ถึงจุดคุ้มทุน ควรปิดเลยไหม
ยังไม่ควรสรุปทันที ให้ดูก่อนว่าต่ำกว่าจุดคุ้มทุนติดกันกี่สัปดาห์ และลองยกกำไรต่อคิวหรือลดค่าแรงคงที่ด้วยการจัดคนตามช่วงเวลาก่อน ถ้าทำแล้วยังไม่ถึงติดกันหลายเดือน การย้ายวันหยุดมาเป็นวันอาทิตย์แล้วเปิดวันที่คิวหนาแน่นกว่าอาจคุ้มกว่า
คิดจุดคุ้มทุนวันอาทิตย์ต่างจากวันธรรมดายังไง
ต่างกันที่ค่าแรงคงที่เป็นหลัก วันธรรมดาที่ไม่มีค่าทำงานวันหยุด ค่าแรงคงที่จะต่ำกว่า จุดคุ้มทุนจึงต่ำกว่า ส่วนกำไรต่อคิวและค่าคงที่อื่นมักใกล้เคียงกัน ร้านจึงควรมีจุดคุ้มทุนสองตัวแยกกัน ไม่ใช่ใช้ตัวเดียวทั้งสัปดาห์
จำนวนคิวคุ้มทุนควรเท่ากันทุกสาขาไหม
ไม่จำเป็น เพราะค่าเช่า ค่าแรง และราคาบริการของแต่ละสาขาต่างกัน สาขาที่ค่าเช่าแพงหรือค่าแรงสูงจะมีจุดคุ้มทุนสูงกว่า ให้คำนวณแยกทีละสาขาโดยใช้ตัวเลขจริงของสาขานั้น ไม่ใช่ยกตัวเลขสาขาหนึ่งไปใช้กับทุกที่
ควรวัดจุดคุ้มทุนบ่อยแค่ไหน
ทบทวนทุกครั้งที่ค่าแรง ค่าเช่า หรือราคาบริการเปลี่ยน และอย่างน้อยทุกสามเดือนแม้ไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะต้นทุนวัสดุและสัดส่วนบริการที่ขายได้ค่อย ๆ ขยับไปเรื่อย ถ้าไม่ทบทวน จุดคุ้มทุนที่ใช้อยู่อาจเป็นตัวเลขของเมื่อปีที่แล้ว
รู้จุดคุ้มทุนวันอาทิตย์จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึก
Ease POS เก็บจำนวนคิว เวลาบริการ และยอดขายของแต่ละวันไว้ในรายการเดียวกัน เจ้าของร้านจึงเทียบได้ว่าวันอาทิตย์ได้กี่คิวจริง กำไรต่อคิวเท่าไร และถึงจุดคุ้มทุนที่คำนวณไว้หรือยัง โดยไม่ต้องไล่นับจากสมุดนัดตอนปิดร้าน Ease POS ออกแบบมาสำหรับร้านนวด สปา ร้านเสริมสวย และธุรกิจบริการที่ทำงานเป็นรอบคิว อยากลองกับข้อมูลจริงของร้าน ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS หรือ ดูฟีเจอร์ทั้งหมด
อ่านต่อ: วิธีวัดรอบบริการหาจุดรั่ว · วิธีจัดตารางเวรพนักงานร้านบริการ
แหล่งอ้างอิง
- Book4Time, คู่มือการวัดผลและตัวชี้วัดธุรกิจสปา: book4time.com
- Zenoti, ภาพรวมการดำเนินงานสปา: zenoti.com/spa-operations