คำตอบสั้นที่สุด: ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัวที่ใช้ได้กับทุกร้าน เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ถูกต้องขึ้นกับ สัดส่วนต้นทุนวัสดุต่อบริการ และ รอบที่ของถูกใช้จริง ของร้านคุณเอง ร้านที่ลอกสัดส่วนสั่งเข้าสำเร็จรูปมาจากร้านอื่น มักจบด้วยของค้างสต็อกจนเงินจม หรือของขาดจนต้องปฏิเสธคิว เพราะรอบการใช้และส่วนผสมบริการไม่เหมือนกัน

บทความนี้ให้วิธีคุมสต็อกร้านสปาและหาเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าที่เหมาะกับร้านของคุณทีละขั้น พร้อมตารางช่วงอ้างอิงตามประเภทบริการ และเช็กลิสต์คุมสต็อกร้านสปาไม่ให้เงินจมหรือของขาด ตัวเลขทุกตัวในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ให้เปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงของร้านก่อนใช้

ทำไมคิดสต็อกร้านสปาเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายอย่างเดียวถึงพลาด

“สั่งของเข้ากี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย” เป็นคำถามเรื่องสต็อกร้านสปาที่เจ้าของร้านถามกันบ่อย เพราะอยากได้ตัวเลขเดียวจำง่าย ใช้คุมการสั่งของทุกเดือน ปัญหาคือเปอร์เซ็นต์เดียวกันให้ผลต่างกันมากในร้านที่ต่างกัน และให้ผลต่างกันแม้ในร้านเดียวกันแต่คนละเดือน

เหตุผลแรกคือ แต่ละบริการใช้วัสดุไม่เท่ากัน ทรีตเมนต์ที่ใช้ครีมและเซรั่มแพงมีต้นทุนวัสดุต่อบิลสูง ส่วนนวดตัวที่ใช้แค่น้ำมันกับผ้ามีต้นทุนวัสดุต่ำ ร้านที่ขายทรีตเมนต์เป็นหลักจึงต้องสั่งของเข้าเปอร์เซ็นต์สูงกว่าร้านที่ขายนวดเป็นหลัก ทั้งที่ยอดขายเท่ากัน

เหตุผลที่สองคือ ยอดสั่งเข้าในเดือนหนึ่งไม่เท่ากับของที่ถูกใช้ในเดือนนั้น เดือนที่สั่งของล็อตใหญ่เพราะซัพพลายเออร์ลดราคา เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าจะพุ่งสูง ทั้งที่ของยังไม่ได้ใช้ ส่วนเดือนที่ใช้ของเก่าที่ตุนไว้ เปอร์เซ็นต์จะต่ำผิดปกติ ถ้าดูเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าเดือนต่อเดือนโดยไม่ดูของที่ใช้จริง จะสรุปผิดว่าเดือนไหนคุมต้นทุนได้ดี

เพราะสองเหตุผลนี้ การคุมสต็อกร้านสปาจึงต้องมองเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่เป้าที่ตั้งไว้ก่อน สิ่งที่ควรคุมคือต้นทุนวัสดุที่ใช้จริงต่อบริการและรอบการหมุนของสต็อก แล้วเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าที่เหมาะสมจะตามมาเอง

สามตัวเลขที่กำหนดสต็อกร้านสปาและเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าจริง

ตัวเลขที่ 1 — ต้นทุนวัสดุต่อบริการ คือมูลค่าวัสดุที่ถูกใช้ไปจริงในบริการหนึ่งครั้ง เช่น ปริมาณครีมที่ป้าย น้ำมันที่ใช้ ผ้าและของใช้แล้วทิ้ง คิดเป็นสัดส่วนของราคาบริการ ตัวเลขนี้บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ ต้องมีวัสดุถูกใช้ไปกี่บาท ถ้ารวมทุกบริการถ่วงน้ำหนักตามยอดขาย จะได้สัดส่วนต้นทุนวัสดุเฉลี่ยของทั้งร้าน ซึ่งเป็นฐานของเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าระยะยาว

ตัวเลขที่ 2 — รอบหมุนของสต็อก คือของที่ซื้อเข้ามาถูกใช้หมดเร็วแค่ไหน วัดจากมูลค่าของที่ใช้ต่อเดือน เทียบกับมูลค่าสต็อกที่ถืออยู่ ของที่หมุนเร็ว เช่น น้ำมันและของใช้แล้วทิ้ง ควรถือไว้น้อยและสั่งบ่อย ส่วนของที่หมุนช้าและมีวันหมดอายุ เช่น เซรั่มบางตัว ควรสั่งทีละน้อยแม้ราคาต่อหน่วยจะแพงกว่า เพราะของที่หมดอายุก่อนใช้คือเงินที่จ่ายไปเปล่า

ตัวเลขที่ 3 — เวลานำของ (lead time) คือระยะเวลาตั้งแต่สั่งจนของมาถึงและพร้อมใช้ ของที่สั่งแล้วมาช้าต้องเผื่อสต็อกกันขาดไว้มากกว่า ส่วนของที่สั่งเช้าได้บ่าย เผื่อไว้น้อยได้ เวลานำของที่ยาวหรือไม่แน่นอนคือเหตุผลหลักที่ร้านต้องถือสต็อกมากขึ้น ไม่ใช่เพราะขายดี

เมื่อรู้สามตัวนี้ เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าที่ควรเป็นคือสัดส่วนต้นทุนวัสดุเฉลี่ย บวกส่วนเผื่อสำหรับของที่ lead time ยาว หารเฉลี่ยให้สม่ำเสมอตามรอบการสั่ง ไม่ใช่พุ่งขึ้นลงตามล็อตที่ซื้อ นี่คือหัวใจของการคุมสต็อกร้านสปาให้เงินไม่จม

สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์สั่งเข้า และตัวอย่างที่คิดให้ดูทีละขั้น

เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าที่ควรเป็น = (มูลค่าวัสดุที่ใช้จริงต่อเดือน + ส่วนปรับสต็อกให้ถึงระดับที่ควรถือ) ÷ ยอดขายต่อเดือน

หัวใจของสูตรนี้คือแยก ของที่ใช้จริง ออกจาก ของที่สั่งเพิ่มเพื่อเติมสต็อก เพราะสองก้อนนี้ตอบคนละคำถาม ก้อนแรกบอกต้นทุนวัสดุจริงของเดือนนั้น ก้อนที่สองบอกว่าต้องเติมสต็อกขึ้นหรือลดลงเท่าไรให้ถึงระดับที่เหมาะกับรอบหมุนและ lead time

ตัวอย่างสมมติ: ร้านสปาแห่งหนึ่ง ยอดขายเดือนละ 300,000 บาท มูลค่าวัสดุที่ถูกใช้จริงในเดือนนั้น 33,000 บาท และเดือนนี้ต้องการเติมสต็อกน้ำมันกับเซรั่มที่พร่องลงอีก 6,000 บาทให้ถึงระดับที่กันของขาดได้

ขั้นตอน ตัวเลข
ยอดขายต่อเดือน 300,000 บาท
มูลค่าวัสดุที่ใช้จริง 33,000 บาท
สัดส่วนวัสดุที่ใช้จริง = 33,000 ÷ 300,000 11%
ส่วนปรับสต็อกเดือนนี้ 6,000 บาท
ยอดสั่งเข้ารวมเดือนนี้ = 33,000 + 6,000 39,000 บาท
เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าเดือนนี้ = 39,000 ÷ 300,000 13%

ข้อมูลตัวอย่างที่ใช้เพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์มาตรฐานของร้านสปาทุกแห่ง

สามตัวเลขที่กำหนดเปอร์เซ็นต์สั่งเข้า ต้นทุนวัสดุต่อบริการ รอบหมุนสต็อก และเวลานำของ พร้อมตัวอย่างต้นทุนจริงและยอดสั่งเข้า

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านทั้งสามตัวเลข

ต้นทุนวัสดุจริงกับยอดสั่งเข้าที่รวมการเติมสต็อกเป็นคนละตัวเลข · ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ

จากตัวอย่างสมมตินี้ ต้นทุนวัสดุจริงของร้านคือ 11% ของยอดขาย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรคุมระยะยาว ส่วน 13% ของเดือนนี้สูงกว่าเพราะรวมการเติมสต็อก เดือนถัดไปที่ไม่ต้องเติมของ เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าจะกลับมาใกล้ 11% ถ้าเจ้าของดูแค่ตัวเลข 13% แล้วตกใจว่าต้นทุนพุ่ง จะสรุปผิด ทั้งที่ต้นทุนจริงยังเท่าเดิม

ข้อมูลข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์มาตรฐานของร้านสปาทุกแห่ง ร้านที่ขายทรีตเมนต์วัสดุแพงเป็นหลักจะมีสัดส่วนวัสดุสูงกว่านี้ ให้แทนค่าด้วยยอดขาย มูลค่าวัสดุที่ใช้จริง และระดับสต็อกที่เหมาะกับร้านตัวเอง

ตารางช่วงเปอร์เซ็นต์อ้างอิงตามส่วนผสมบริการ

เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าที่เหมาะสมขยับตามว่าร้านขายบริการแบบไหนเป็นหลัก ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างสมมติแยกตามส่วนผสมบริการ เพื่อให้เห็นว่าทำไมเปอร์เซ็นต์เดียวใช้กับทุกร้านไม่ได้

ส่วนผสมบริการหลัก สัดส่วนวัสดุที่ใช้จริง เหตุผล
นวดตัวเป็นหลัก 6–10% ใช้น้ำมันและผ้าเป็นหลัก ต้นทุนวัสดุต่อบิลต่ำ
สปาผสมทรีตเมนต์ผิว 10–16% มีทั้งบริการวัสดุต่ำและทรีตเมนต์วัสดุสูงปนกัน
ทรีตเมนต์ผิวและหน้าเป็นหลัก 15–22% ใช้ครีม เซรั่ม และมาสก์ที่มีต้นทุนต่อครั้งสูง

ช่วงตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่มาตรฐานที่ร้านต้องเข้าให้ตรงช่วง

ช่วงสัดส่วนวัสดุตามส่วนผสมบริการ นวดตัวต่ำสุด ทรีตเมนต์ผิวสูงสุด

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านช่วงให้ครบ

ขายบริการต่างกัน สัดส่วนวัสดุต่างกัน จึงใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกับทุกร้านไม่ได้ · ช่วงเป็นตัวอย่างสมมติ

ร้านสองแห่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันอาจมีเปอร์เซ็นต์ต่างกันได้จากราคาซัพพลายเออร์ ปริมาณที่ใช้ต่อครั้ง และการควบคุมการเบิกของ วิธีใช้ตารางนี้ให้ถูกคือคำนวณสัดส่วนวัสดุจริงของร้านตัวเองก่อน แล้วค่อยดูว่าอยู่ในช่วงของกลุ่มไหน ถ้าสูงกว่าช่วงมาก แปลว่าอาจมีของรั่ว เบิกเกิน หรือของหมดอายุทิ้ง ไม่ใช่ว่าต้องสั่งเข้าเยอะขนาดนั้นจริง

เจ็ดจุดที่ทำให้เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าเพี้ยนจากความจริง

เปอร์เซ็นต์สต็อกร้านสปาที่คำนวณมาดีจะเพี้ยนทันทีถ้าของหายหรือถูกใช้โดยไม่บันทึก ตรวจเจ็ดจุดนี้ก่อนเชื่อตัวเลข

  1. เบิกของไม่บันทึก พนักงานหยิบครีมมาใช้โดยไม่ตัดสต็อก ทำให้ของที่ใช้จริงมากกว่าที่บันทึกเห็น
  2. ของหมดอายุทิ้ง เซรั่มหรือมาสก์ที่ค้างจนหมดอายุคือต้นทุนที่จ่ายไปแต่ไม่ได้ขาย ต้องนับแยกจากของที่ใช้กับลูกค้า
  3. ตุนของตอนโปรโมชัน ล็อตใหญ่ที่ซื้อตอนลดราคาทำเปอร์เซ็นต์สั่งเข้าพุ่งในเดือนนั้น เฉลี่ยข้ามเดือนก่อนสรุป
  4. ใช้ของส่วนตัวปนของร้าน ของที่พนักงานหยิบไปใช้เองทำให้ของหมดเร็วกว่าจำนวนบริการจริง
  5. ปริมาณต่อครั้งไม่คงที่ ป้ายครีมหนาบางไม่เท่ากันทำให้ต้นทุนต่อบิลแกว่ง ควรกำหนดปริมาณมาตรฐานต่อบริการ
  6. ของแถมและตัวอย่างทดลอง ของที่แจกฟรีหรือให้ลองต้องนับเป็นต้นทุนการตลาด ไม่ใช่ต้นทุนบริการ
  7. นับสต็อกไม่ตรงรอบ ถ้านับต้นเดือนบ้างกลางเดือนบ้าง มูลค่าของที่ใช้จะคลาดเคลื่อน ควรนับวันเดียวกันทุกเดือน

เช็กลิสต์คุมสต็อกร้านสปาไม่ให้เงินจมหรือของขาด

  • คำนวณสัดส่วนวัสดุที่ใช้จริงต่อยอดขาย แยกจากยอดสั่งเข้าของเดือนนั้น
  • แยกของหมุนเร็วกับของหมุนช้าออกจากกัน ตั้งระดับสต็อกและรอบสั่งคนละแบบ
  • เผื่อสต็อกกันขาดตาม lead time ของแต่ละรายการ ไม่ใช่เผื่อเท่ากันทุกอย่าง
  • นับสต็อกวันเดียวกันทุกเดือน เพื่อให้มูลค่าของที่ใช้เทียบกันได้
  • แยกของหมดอายุทิ้งออกจากของที่ใช้กับลูกค้า เพื่อเห็นต้นทุนที่รั่วจริง
  • กำหนดปริมาณมาตรฐานต่อบริการ ลดการแกว่งของต้นทุนต่อบิล
  • เฉลี่ยล็อตใหญ่ที่ซื้อตอนโปรข้ามหลายเดือนก่อนสรุปว่าต้นทุนขึ้นหรือลง
เช็กลิสต์เจ็ดข้อคุมสต็อกร้านสปาไม่ให้เงินจมหรือของขาด
บันทึกภาพนี้ไว้ใช้ตรวจทุกสิ้นเดือน หรือส่งต่อให้คนดูแลสต็อก

คำถามที่พบบ่อย

สต็อกร้านสปามีเปอร์เซ็นต์กลาง ๆ ที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ไหม

ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นแค่จุดเริ่ม ไม่ใช่เป้า ร้านที่ขายนวดเป็นหลักมักอยู่ราวหลักเดียวถึงต้นสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนร้านที่ขายทรีตเมนต์ผิวเป็นหลักมักสูงกว่านั้น สิ่งที่ต้องทำหลังใช้จุดตั้งต้นคือวัดสัดส่วนวัสดุจริงของร้านตัวเองภายในสองถึงสามเดือน แล้วปรับให้ตรงกับของจริง ไม่ใช่ยึดตัวเลขตั้งต้นไปตลอด

เปอร์เซ็นต์สั่งเข้าสูงขึ้นแปลว่าต้นทุนพุ่งเสมอไหม

ไม่เสมอไป ต้องดูว่าสูงเพราะใช้ของมากขึ้นจริง หรือเพราะเติมสต็อกในเดือนนั้น ถ้าเป็นการเติมสต็อก เปอร์เซ็นต์จะกลับลงในเดือนถัดไปเอง วิธีแยกคือเทียบมูลค่าของที่ใช้จริงกับยอดสั่งเข้า ถ้าของที่ใช้จริงคงที่แต่ยอดสั่งเข้าสูง แปลว่าเป็นการตุนของ ไม่ใช่ต้นทุนบริการเพิ่ม

ควรถือสต็อกไว้เท่าไรถึงพอดี

พอดีคือถือให้ครอบคลุมช่วง lead time บวกส่วนเผื่อกันขาด ไม่ใช่ถือให้เยอะที่สุดเพื่อความสบายใจ ของที่ถือไว้เกินคือเงินที่จมอยู่กับของ และเสี่ยงหมดอายุถ้าเป็นของมีวันหมด ให้ตั้งระดับต่ำสุดที่ต้องสั่งเพิ่มของแต่ละรายการ โดยดูจากปริมาณที่ใช้ต่อวันคูณด้วย lead time แล้วบวกเผื่อ

สต็อกกับยอดขายควรดูด้วยกันหรือแยกกัน

ดูด้วยกัน เพราะสต็อกที่เหมาะสมขึ้นกับว่าขายบริการแบบไหนมากขึ้น ถ้าเดือนไหนทรีตเมนต์วัสดุแพงขายดีขึ้น ของกลุ่มนั้นจะหมดเร็วกว่าที่ตั้งไว้ ถ้าดูสต็อกโดยไม่ดูว่าส่วนผสมบริการเปลี่ยน จะสั่งของผิดกลุ่ม เหลือของที่ขายไม่ออกและขาดของที่ขายดี

ร้านหลายสาขาควรใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกันไหม

ไม่ควร เพราะแต่ละสาขาขายส่วนผสมบริการต่างกันและมีการควบคุมการเบิกของต่างกัน สาขาที่ทรีตเมนต์ขายดีจะมีสัดส่วนวัสดุสูงกว่าสาขาที่นวดขายดี ให้คำนวณแยกทีละสาขา แล้วใช้เปอร์เซ็นต์รวมของทุกสาขาเป็นภาพใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเป้าที่บังคับทุกสาขาให้เท่ากัน

รู้ต้นทุนวัสดุจริงต่อบริการ ไม่ใช่เดาจากเปอร์เซ็นต์รวม

Ease POS เชื่อมยอดขายแต่ละบริการกับวัสดุที่ตัดใช้ในรายการเดียวกัน เจ้าของร้านจึงเห็นว่าบริการไหนใช้วัสดุกี่เปอร์เซ็นต์ของราคา รายการไหนหมุนช้าหรือใกล้หมดอายุ และยอดสั่งเข้าเดือนนี้เป็นของที่ใช้จริงเท่าไรเทียบกับที่เติมสต็อก โดยไม่ต้องนับมือทุกสิ้นเดือน Ease POS ออกแบบมาสำหรับร้านนวด สปา ร้านเสริมสวย และธุรกิจบริการที่ทำงานเป็นรอบคิว อยากลองกับข้อมูลจริงของร้าน ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS หรือ ดูฟีเจอร์ทั้งหมด

อ่านต่อ: วิธีวัดรอบบริการหาจุดรั่ว · วิธีจัดตารางเวรพนักงานร้านบริการ · ดูวิธีคุมสต็อกร้านสปาด้วย Ease POS

แหล่งอ้างอิง

  • Book4Time, คู่มือการวัดผลและตัวชี้วัดธุรกิจสปา: book4time.com
  • Zenoti, ภาพรวมการดำเนินงานสปา: zenoti.com/spa-operations