คำตอบสั้นที่สุด: ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่ใช้ได้กับทุกร้าน ร้านที่เปิดมานานและมีลูกค้าประจำใช้สัดส่วนงบต่ำกว่าร้านเพิ่งเปิดที่ยังไม่มีคนรู้จัก ช่วงตัวเลขอ้างอิงตามอายุร้านดูได้ในตารางด้านล่าง จุดที่ตัดสินไม่ใช่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แต่คือ ร้านอยู่ช่วงไหน และ กำไรเหลือพอจ่ายเท่าไร

บทความนี้อธิบายว่าเปอร์เซ็นต์ที่เห็นตามเว็บมาจากไหน ทำไมร้านสปาเปิดใหม่กับร้านที่โตแล้วต้องใช้คนละตัวเลข วิธีคิดงบจากเป้าลูกค้าใหม่แทนการกะเปอร์เซ็นต์ลอย ๆ และวิธีวัดว่างบที่จ่ายไปคุ้มหรือเปล่า ตัวเลขทุกตัวในตารางเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ให้เปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงของร้านก่อนใช้

ทำไมตอบเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวไม่ได้

เวลาค้นว่า “งบการตลาดควรใช้กี่เปอร์เซ็นต์” จะเจอตัวเลขตั้งแต่ 2% ไปจนถึง 20% ซึ่งดูขัดกันเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ขัด เพราะแต่ละตัวเลขมาจากธุรกิจคนละแบบและคนละขนาด สำนักงานส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ (U.S. Small Business Administration) แนะนำให้ธุรกิจที่รายได้ต่ำกว่า 5 ล้านดอลลาร์ตั้งงบการตลาดราว 7–8% ของยอดขาย โดยมีเงื่อนไขว่ากำไรขั้นต้นควรอยู่ราว 10–12% ดูเกณฑ์งบการตลาดตามขนาดธุรกิจ

เกณฑ์นี้เป็นจุดตั้งต้นที่ดี แต่มีสองอย่างที่ทำให้ร้านสปานำไปใช้ตรง ๆ ไม่ได้ อย่างแรกคือ เปอร์เซ็นต์นั้นคิดจากยอดขาย แต่เงินที่จ่ายได้จริงมาจากกำไร ร้านที่กำไรขั้นต้นบาง จ่ายตามสัดส่วนในเกณฑ์อาจกินกำไรทั้งเดือน อย่างที่สองคือ ร้านเปิดใหม่กับร้านที่มีลูกค้าประจำอยู่คนละสถานการณ์ ร้านใหม่ต้องซื้อการรับรู้จากศูนย์ จึงต้องใช้เปอร์เซ็นต์สูงกว่าในช่วงแรก

พูดง่าย ๆ คือเปอร์เซ็นต์เป็นแค่กรอบคร่าว ๆ ตัวเลขจริงของร้านต้องมาจากสองคำถาม: ร้านอยู่ช่วงไหนของการเติบโต และเดือนนี้ต้องการลูกค้าใหม่กี่คน

เปอร์เซ็นต์ตามช่วงของร้าน สปาเปิดใหม่กับสปาที่โตแล้วใช้คนละตัวเลข

ร้านสปาเปลี่ยนความต้องการงบตามอายุร้าน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างสมมติของช่วงตั้งต้นที่อ้างอิงจากเกณฑ์ธุรกิจขนาดเล็ก ให้ใช้เป็นกรอบ ไม่ใช่เป้าที่ต้องยิงให้ตรง

ช่วงของร้าน ช่วงงบต่อยอดขาย เป้าหมายหลักของงบ
เปิดใหม่ (ปีแรก–ปีที่สอง) 12–20% ให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีร้าน สร้างรีวิวชุดแรก เติมคิวว่างช่วงเปิด
กำลังโต (ปีที่สาม–ห้า) 10–15% ขยายฐานลูกค้าใหม่ ต่อยอดจากบริการที่ขายดีอยู่แล้ว
ทรงตัว มีลูกค้าประจำ (เกินห้าปี) 7–10% รักษาฐานเดิม เติมลูกค้าใหม่แทนคนที่หายไปตามธรรมชาติ

ช่วงเปอร์เซ็นต์อ้างอิงจากเกณฑ์ธุรกิจขนาดเล็กในต่างประเทศ ใช้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของร้านสปาในไทย

เปอร์เซ็นต์งบการตลาดร้านสปาสามช่วง ร้านเปิดใหม่ใช้สัดส่วนสูงสุด กำลังโตใช้ปานกลาง ร้านทรงตัวใช้ต่ำสุด

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านเปอร์เซ็นต์งบทั้งสามช่วง

ยิ่งร้านมีลูกค้าประจำมาก เปอร์เซ็นต์งบยิ่งลดได้โดยยอดไม่ตก · ตัวเลขเป็นช่วงอ้างอิง ไม่ใช่ค่าตายตัว

เหตุผลที่ร้านใหม่ต้องใช้สัดส่วนงบสูงกว่าคือ ตอนเปิดยังไม่มีลูกค้าประจำ ไม่มีรีวิว ไม่มีคนบอกต่อ ทุกคิวต้องซื้อมาด้วยโฆษณาหรือโปรโมชัน พอร้านมีลูกค้าประจำและรีวิวสะสมมากขึ้น คนบอกต่อและลูกค้ากลับมาเองเริ่มทำงานแทนงบโฆษณา สัดส่วนงบจึงลดลงได้โดยที่ยอดไม่ตก

ข้อควรระวังคืออย่าตัดงบเร็วเกินไปเพราะเห็นว่าเดือนนี้ลูกค้าเยอะ ช่วงที่ร้านเริ่มติดตลาดคือช่วงที่คู่แข่งมองเห็นและเริ่มแย่งพื้นที่ ถ้าหยุดโฆษณาทันทีที่เริ่มดี คิวที่เพิ่งเต็มจะค่อย ๆ ว่างลงในอีกสองถึงสามเดือนโดยไม่รู้สาเหตุ

คิดงบจากเป้าลูกค้าใหม่ ไม่ใช่กะเปอร์เซ็นต์ลอย ๆ

วิธีที่แม่นกว่าการกะเปอร์เซ็นต์คือคิดย้อนจากจำนวนลูกค้าใหม่ที่อยากได้ เพราะงบการตลาดทำหน้าที่เดียวคือพาคนใหม่เข้าร้าน สูตรมีสามขั้น

งบต่อเดือน = จำนวนลูกค้าใหม่ที่ต้องการ × ต้นทุนดึงลูกค้าใหม่หนึ่งคน

ต้นทุนดึงลูกค้าใหม่หนึ่งคน (บางที่เรียก CAC — Customer Acquisition Cost) คือเงินการตลาดทั้งหมดในเดือนหารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้ในเดือนนั้น ร้านที่เคยยิงโฆษณามาก่อนจะรู้ตัวเลขนี้ ร้านใหม่ที่ยังไม่รู้ให้ตั้งไว้ก่อนแล้วปรับตามจริงในเดือนถัดไป

ตัวอย่างสมมติ: ร้านสปาแห่งหนึ่งอยากได้ลูกค้าใหม่เดือนละ 40 คน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาต้นทุนดึงลูกค้าใหม่หนึ่งคนอยู่ที่ 250 บาท

ขั้นตอน ตัวเลข
ลูกค้าใหม่ที่ต้องการต่อเดือน 40 คน
ต้นทุนดึงลูกค้าใหม่หนึ่งคน 250 บาท
งบการตลาดที่ต้องใช้ 40 × 250 = 10,000 บาท
ถ้ายอดขายเดือนนั้น 150,000 บาท คิดเป็น 6.7% ของยอดขาย

ข้อมูลตัวอย่างที่ใช้เพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ต้นทุนจริงของร้านสปาทั่วไป

สูตรคิดงบการตลาดจากเป้าลูกค้าใหม่คูณต้นทุนดึงลูกค้า ได้งบหนึ่งหมื่นบาทและคิดเป็น 6.7 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านสูตรคิดงบจากเป้าลูกค้าใหม่

คิดงบย้อนจากลูกค้าใหม่ที่ต้องการ แล้วเปอร์เซ็นต์จะโผล่มาเอง · ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ

สมมติว่าตัวเลข 6.7% ที่ได้ออกมาไม่ได้ตั้งไว้ก่อน แต่โผล่มาจากเป้าลูกค้าใหม่กับต้นทุนจริง วิธีคิดย้อนจากลูกค้าใหม่แบบนี้ดีกว่าการกะสัดส่วนไว้เฉย ๆ เพราะบอกได้ว่าเงินก้อนนั้นควรพาลูกค้าเข้าร้านกี่คน ถ้าสิ้นเดือนได้ไม่ถึง แปลว่าต้นทุนดึงลูกค้าแพงกว่าที่คิด ต้องแก้ที่โฆษณาหรือข้อเสนอ ไม่ใช่เพิ่มงบอย่างเดียว

ข้อมูลข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ต้นทุนจริงของร้านสปาทั่วไป ให้แทนค่าด้วยเป้าลูกค้าใหม่และต้นทุนดึงลูกค้าจริงของร้านตัวเอง

แบ่งงบก้อนที่ได้ ลงไปตรงไหนบ้าง

พอรู้ยอดงบแล้ว คำถามถัดมาคือแบ่งลงช่องทางไหน หลักที่ใช้ได้กับร้านสปาคือแบ่งเป็นสองกลุ่มตามหน้าที่ของเงิน ไม่ใช่แบ่งตามช่องทางโฆษณา

กลุ่มดึงลูกค้าใหม่

เงินที่พาคนที่ยังไม่รู้จักร้านให้มาลองครั้งแรก เช่น โฆษณาในพื้นที่ โปรลูกค้าใหม่ การทำให้ร้านค้นเจอบนแผนที่และการค้นหา กลุ่มนี้กินงบเยอะในร้านเปิดใหม่

กลุ่มรักษาฐานเดิม

เงินที่ทำให้ลูกค้าเก่ากลับมา เช่น การทักกลับหลังบริการ โปรสมาชิก ของขวัญวันเกิด การเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ชวนกลับ ต้นทุนต่อคนถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่เสมอ

สัดส่วนระหว่างสองกลุ่มเปลี่ยนตามช่วงของร้าน ร้านเปิดใหม่เทน้ำหนักไปที่ดึงลูกค้าใหม่เป็นหลัก ร้านที่มีลูกค้าประจำแล้วควรกันงบส่วนหนึ่งไว้รักษาฐาน เพราะการปล่อยให้ลูกค้าเก่าหายแล้วไปหาใหม่มาแทน แพงกว่าการดูแลคนเดิมให้อยู่

จุดที่ร้านสปาพลาดบ่อยคือทุ่มงบดึงลูกค้าใหม่จนเต็มคิว แต่ไม่เหลืองบชวนคนเดิมกลับ ผลคือลูกค้ามาครั้งเดียวแล้วหาย เดือนถัดไปต้องซื้อลูกค้าใหม่มาเติมอีก กลายเป็นถังรั่วที่เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

วัดว่างบคุ้มด้วยสองตัวเลข ไม่ใช่แค่ดูว่าคิวเต็ม

คิวเต็มไม่ได้แปลว่างบคุ้ม เพราะคิวอาจเต็มด้วยลูกค้าที่ร้านจ่ายแพงเกินกว่าจะได้กำไร วิธีวัดที่ตรงกว่าคือดูสองตัวเลขคู่กัน

ตัวเลขที่หนึ่ง — ต้นทุนดึงลูกค้าเทียบกับมูลค่าลูกค้า ลูกค้าสปาหนึ่งคนไม่ได้จ่ายแค่ครั้งแรก แต่กลับมาหลายครั้งถ้าประทับใจ มูลค่ารวมที่ลูกค้าหนึ่งคนจ่ายตลอดที่เป็นลูกค้าเรียกว่ามูลค่าตลอดอายุลูกค้า (LTV) หลักที่ยึดได้คือ มูลค่าลูกค้าควรมากกว่าต้นทุนดึงลูกค้าอย่างน้อยสามเท่า ถ้าจ่าย 250 บาทเพื่อดึงลูกค้าที่จ่ายรวมตลอด 900 บาทขึ้นไป ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าดึงมาด้วย 250 บาทแต่ลูกค้าจ่ายแค่ 400 บาทแล้วไม่กลับมา แปลว่างบนั้นไม่คุ้มแม้คิวจะเต็ม

ตัวเลขที่สอง — กี่เดือนถึงคืนทุนค่าดึงลูกค้า ถ้าจ่ายค่าดึงลูกค้าไปแล้วต้องรอหลายเดือนกว่าลูกค้าจะจ่ายคืนครบ เงินก้อนนั้นจะจมและทำให้ขยายงบยาก เกณฑ์ที่ใช้กันคือควรคืนทุนภายในราวหนึ่งปี ยิ่งเร็วยิ่งหมุนงบไปหาลูกค้าใหม่ได้ไว

ตัวอย่างสมมติ: ต้นทุนดึงลูกค้า 250 บาท ลูกค้าสปาหนึ่งคนมาเฉลี่ยเดือนละครั้ง จ่ายครั้งละ 700 บาท กำไรขั้นต้นต่อครั้งราว 60% เท่ากับกำไร 420 บาทต่อครั้ง แปลว่าคืนทุนค่าดึงลูกค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่มา และทุกครั้งหลังจากนั้นเป็นกำไรที่งบการตลาดไม่ต้องจ่ายซ้ำ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีวัด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของร้านสปา ให้ใช้ยอดจ่ายจริงและอัตรากลับมาจริงของร้านแทน

เช็กลิสต์ก่อนตั้งงบการตลาดร้านสปา

เช็กลิสต์เจ็ดข้อก่อนตั้งงบการตลาดร้านสปา รู้ช่วงร้าน คิดจากเป้าลูกค้าใหม่ เทียบกำไร แบ่งสองกลุ่ม วัดด้วยมูลค่าลูกค้า
บันทึกภาพนี้ไว้เปิดดูตอนวางแผนงบต้นเดือน หรือส่งให้คนที่ดูแลการตลาดของร้าน
  • รู้ว่าร้านอยู่ช่วงไหน เปิดใหม่ กำลังโต หรือทรงตัว แล้วเลือกช่วงเปอร์เซ็นต์ให้ตรงช่วง
  • คิดงบจากเป้าลูกค้าใหม่คูณต้นทุนดึงลูกค้า ไม่ใช่ตั้งเปอร์เซ็นต์ลอย ๆ
  • เทียบเปอร์เซ็นต์ที่ได้กับกำไรขั้นต้น ไม่ใช่เทียบแค่กับยอดขาย
  • แบ่งงบเป็นสองกลุ่ม ดึงลูกค้าใหม่กับรักษาฐานเดิม อย่าลืมกลุ่มหลัง
  • ตั้งต้นทุนดึงลูกค้าไว้ก่อนถ้ายังไม่รู้ แล้วปรับตามผลจริงในเดือนถัดไป
  • วัดด้วยมูลค่าลูกค้าเทียบต้นทุนดึงลูกค้า ให้มากกว่าสามเท่า ไม่ใช่ดูแค่คิวเต็ม
  • กันงบสำรองไว้ส่วนหนึ่งสำหรับโอกาสที่โผล่มากลางเดือน ไม่ผูกงบทั้งก้อนตั้งแต่ต้นเดือน

คำถามที่พบบ่อย

ร้านสปาเพิ่งเปิด ควรใช้งบการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์

ช่วงปีแรกถึงปีที่สองมักต้องใช้สัดส่วนงบสูงกว่าร้านที่โตแล้ว (ดูช่วงตัวเลขในตารางตามอายุร้านด้านบน) เพราะยังไม่มีลูกค้าประจำและรีวิวมาช่วย ทุกคิวต้องซื้อมาด้วยงบเกือบทั้งหมด พอเริ่มมีลูกค้ากลับมาเองและมีคนบอกต่อ ค่อยลดสัดส่วนลง อย่าเริ่มด้วยสัดส่วนต่ำเพราะจะได้คนน้อยเกินกว่าจะสร้างฐานได้ทัน

คิดเปอร์เซ็นต์จากยอดขายกับจากกำไร ต่างกันอย่างไร

คิดจากยอดขายคือเอาเงินที่เข้ามาทั้งหมดมาตั้ง เห็นเป็นก้อนใหญ่แต่ยังไม่หักต้นทุน ส่วนคิดจากกำไรคือดูว่าหลังหักต้นทุนแล้วเหลือจ่ายค่าการตลาดจริงเท่าไร ร้านสปาที่กำไรขั้นต้นบางควรดูจากกำไรด้วยเสมอ เพราะงบสัดส่วนเท่าเดิมอาจกินกำไรทั้งเดือนถ้าต้นทุนบริการสูง

ควรตัดงบการตลาดช่วงที่ลูกค้าเยอะอยู่แล้วไหม

ระวังการตัดงบทันทีที่คิวเริ่มเต็ม เพราะผลของการหยุดโฆษณามักเห็นช้าราวสองถึงสามเดือน พอเห็นว่าคิวว่างลงจึงกลับมาโฆษณาก็เสียจังหวะไปแล้ว ทางที่ปลอดภัยกว่าคือลดงบทีละน้อยและดูว่าลูกค้าใหม่ต่อเดือนยังเข้าตามเป้าหรือไม่ ก่อนตัดเพิ่ม

จ่ายค่าโฆษณาแล้วคิวเต็ม แต่ทำไมกำไรไม่ขึ้น

คิวเต็มไม่เท่ากับกำไรขึ้น ถ้าลูกค้าที่ได้มาต้นทุนดึงแพงหรือมาครั้งเดียวไม่กลับมา งบที่จ่ายจะไม่คืนทุน ให้ดูมูลค่าที่ลูกค้าจ่ายตลอดเทียบกับต้นทุนดึงลูกค้า ถ้ามูลค่านั้นไม่ถึงสามเท่าของต้นทุนดึง แปลว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพลูกค้าหรือข้อเสนอ ไม่ใช่จำนวนคิว

ควรตั้งต้นทุนดึงลูกค้าเท่าไรถ้ายังไม่เคยยิงโฆษณา

ตั้งไว้เป็นตัวเลขเริ่มต้นแล้วปรับตามจริง เดือนแรกให้ลองงบก้อนเล็กก่อน แล้วนับว่าได้ลูกค้าใหม่กี่คน หารกันจะได้ต้นทุนดึงลูกค้าจริงของร้าน จากนั้นใช้ตัวเลขนั้นวางแผนเดือนถัดไป อย่าเทงบก้อนใหญ่ตั้งแต่เดือนแรกที่ยังไม่รู้ว่าโฆษณาแบบไหนได้ผล

ตั้งงบการตลาดจากตัวเลขจริงของร้าน แล้วรู้ทุกเดือนว่าคุ้มหรือเปล่า

Ease POS เก็บยอดขาย จำนวนลูกค้าใหม่ และลูกค้าที่กลับมาไว้ในที่เดียว ทำให้คิดต้นทุนดึงลูกค้าและมูลค่าลูกค้าจากตัวเลขจริงได้ ไม่ต้องเดา อยากลองดูกับตัวเลขของร้านเอง ติดต่อทีมงานเพื่อขอดูการใช้งานได้ ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS หรือ ดูฟีเจอร์ทั้งหมด

อ่านต่อ: รายงานกำไรร้านบริการ เงินเข้าทุกวันแต่กำไรหายไปไหน · วิธีตั้งราคาบริการจากงานจริง

ตรวจแหล่งข้อมูล: 9 กันยายน 2569 · เกณฑ์งบการตลาด 7–8% ของยอดขายสำหรับธุรกิจรายได้ต่ำกว่า 5 ล้านดอลลาร์ และช่วง 12–20% สำหรับธุรกิจปีแรก ๆ อ้างอิงจากเกณฑ์ของ U.S. Small Business Administration และการสำรวจงบการตลาด (Gartner CMO Spend Survey · Deloitte/Duke CMO Survey) ที่รวบรวมไว้ในแหล่งอ้างอิงเกณฑ์งบการตลาด เป็นเกณฑ์ของธุรกิจในต่างประเทศที่ยกมาเป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของร้านสปาในไทย · หลักมูลค่าลูกค้าควรมากกว่าต้นทุนดึงลูกค้าสามเท่าและคืนทุนภายในหนึ่งปี เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว · ตัวเลขงบ ต้นทุนดึงลูกค้า ยอดขาย และมูลค่าลูกค้าทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของร้านสปาหรือผลประกอบการของร้านใดร้านหนึ่ง