ปัญหาของเมนูแว็กซ์ขนที่ขาดทุน ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การตั้งราคาต่ำเกินไป แต่อยู่ที่การตั้งราคาโดยไม่ได้นับเวลาช่าง ร้านเสริมสวยหลายร้านคิดราคาแว็กซ์จากค่าแว็กซ์ที่ใช้ต่อครั้ง แล้วตั้งราคาให้ดูไม่แพงเมื่อเทียบร้านอื่น แต่ลืมไปว่าแว็กซ์แต่ละจุดใช้เวลาช่างไม่เท่ากัน แว็กซ์รักแร้อาจจบในไม่กี่นาที ส่วนแว็กซ์ขาทั้งสองข้างกินเวลานานกว่าหลายเท่า ถ้าคิดราคาเท่ากันต่อจุดโดยไม่ดูเวลา จุดที่ใช้เวลานานจะกลายเป็นงานที่ช่างทำแล้วร้านแทบไม่เหลือกำไร บทความนี้พาไปคิดต้นทุนแว็กซ์จากเวลาช่างต่อนาที แล้วตั้งราคาแต่ละจุดให้เหลือกำไรจริง

การแว็กซ์ขนคือการกำจัดขนด้วยแว็กซ์ที่ดึงขนออก เป็นบริการที่ใช้เวลาช่างเป็นหลักและใช้พื้นที่ส่วนตัว ต่างจากบริการที่ขายของเป็นชิ้น ตรงที่ต้นทุนหลักคือเวลาและฝีมือของช่าง ไม่ใช่วัตถุดิบ การตั้งราคาจึงต้องเริ่มจากการรู้ว่าช่างใช้เวลากับแต่ละจุดเท่าไร

ใจความสำคัญ: ต้นทุนแว็กซ์ที่แท้จริงคือค่าเวลาช่างต่อนาที ไม่ใช่ค่าแว็กซ์ที่ใช้ ร้านควรรู้ต้นทุนต่อนาทีของตัวเองก่อน แล้วคูณด้วยเวลาที่แต่ละจุดใช้จริง จะได้ราคาขั้นต่ำที่ยังไม่ขาดทุน จุดที่ใช้เวลานานต้องคิดแพงกว่าจุดที่ใช้เวลาน้อย
฿8/นาที
คือต้นทุนเวลาช่างต่อนาทีที่ใช้เป็นฐานคิดราคาแว็กซ์ทุกจุด แว็กซ์ขาที่ใช้เวลานานกว่าจึงต้องคิดแพงกว่ารักแร้ตามสัดส่วนเวลา ไม่ใช่ราคาเดียวทุกจุด (ตัวเลขตัวอย่างที่ใช้ตลอดบทความนี้)

ร้านแบบไหนควรเพิ่มเมนูแว็กซ์ขน

ก่อนคิดราคา ต้องดูก่อนว่าร้านพร้อมรับเมนูแว็กซ์จริงไหม เพราะบริการนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวและช่างที่ผ่านการฝึกมา ไม่ใช่แค่มีแว็กซ์แล้วเปิดขายได้ ร้านที่ขาดสองอย่างนี้จะทำได้ไม่ดีและลูกค้าไม่กลับมา

เงื่อนไขที่ควรมีก่อนเปิดเมนูแว็กซ์มีสองข้อหลัก ถ้ายังขาด ควรเตรียมให้พร้อมก่อนเปิดขาย

  • ห้องส่วนตัวที่ปิดได้ — การแว็กซ์หลายจุดต้องเปิดผิวในบริเวณที่เป็นส่วนตัว ห้องที่ปิดมิดชิดคือสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังและทำให้เขากล้ากลับมา
  • ช่างที่ฝึกเทคนิคแว็กซ์มา — การแว็กซ์ต้องอาศัยเทคนิคเรื่องอุณหภูมิและวิธีดึง ช่างที่ไม่เคยฝึกจะทำให้ลูกค้าเจ็บและงานช้า ซึ่งทั้งเสียลูกค้าและเสียเวลา

ถ้าร้านมีครบสองข้อนี้ การเพิ่มเมนูแว็กซ์เป็นการใช้ช่างและห้องที่มีอยู่ให้ทำเงินได้มากขึ้น แต่ถ้ายังขาด การฝืนเปิดจะทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจและกระทบเมนูอื่นของร้านด้วย

ต้นทุนแว็กซ์ต่อครั้งมีอะไรบ้าง

เมื่อร้านพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปคือคิดต้นทุนต่อครั้งให้ครบ ต้นทุนแว็กซ์แบ่งได้เป็นสี่ก้อน และก้อนที่ใหญ่ที่สุดคือค่าเวลาช่าง ซึ่งเป็นก้อนที่ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแยกตามจุด

ก้อนต้นทุน คิดจาก มักถูกลืม
แว็กซ์และแผ่นทำความสะอาด ปริมาณต่อจุด ไม่
ของใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม้ ถุงมือ ผ้าปู บ่อย
ค่าเวลาช่างต่อนาที นาทีที่ใช้จริงต่อจุด เกือบทุกร้าน
ค่าเวลาห้อง เวลาห้องถูกใช้ บ่อย

ตัวเลขที่จะยกต่อจากนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ร้านควรแทนด้วยต้นทุนจริงของตัวเอง ก้อนที่ทำให้ราคาแต่ละจุดต่างกันมากที่สุดคือค่าเวลาช่างต่อนาที เพราะแต่ละจุดใช้เวลาไม่เท่ากัน ถ้าคิดค่าแว็กซ์เท่ากันทุกจุดโดยไม่คูณเวลา จุดที่ใช้เวลานานจะขาดทุน วิธีคิดต้นทุนต่อบริการแบบเต็มอยู่ใน ตั้งราคาบริการจากต้นทุนจริง

ต้นทุนแว็กซ์ขนสามจุดและราคาขั้นต่ำที่ควรตั้ง
ตารางต้นทุนสามจุดและราคาขั้นต่ำ

ตารางต้นทุนสามจุดและราคาขั้นต่ำ

เมื่อรู้ต้นทุนต่อนาทีแล้ว การหาราคาขั้นต่ำของแต่ละจุดทำได้ด้วยการคูณเวลาที่จุดนั้นใช้จริงกับต้นทุนต่อนาที แล้วบวกค่าของที่ใช้ ตารางนี้เทียบสามจุดยอดนิยมด้วยสมมติฐานเดียวกันคือต้นทุนเวลาช่าง ฿8 ต่อนาที

จุด เวลาตัวอย่าง ต้นทุนรวมตัวอย่าง ราคาขั้นต่ำตัวอย่าง
รักแร้ 10 นาที ฿110 ฿180
ขาสองข้าง 35 นาที ฿340 ฿520
บิกินี่ 20 นาที ฿210 ฿330
สูตรหาราคาขั้นต่ำต่อจุด
ราคาขั้นต่ำ = (เวลาที่ใช้ × ต้นทุนต่อนาที) + ค่าของที่ใช้ + กำไรร้าน

ตัวอย่างสมมติ: แว็กซ์ขา 35 นาที × ฿8 = ฿280 บวกค่าของ ฿60 บวกกำไร ฿180 = ราคา ฿520 ส่วนรักแร้ 10 นาที ต้นทุนเวลาแค่ ฿80 จึงตั้งถูกกว่าได้โดยยังเหลือกำไร

สิ่งที่ตารางบอกชัดคือ ราคาต่อจุดควรแปรตามเวลา ไม่ใช่ตั้งเท่ากันหมด ร้านที่ตั้งราคาทุกจุดเท่ากันจะพบว่าจุดที่ใช้เวลานานอย่างขาสองข้างแทบไม่เหลือกำไร ในขณะที่รักแร้ที่เร็วกว่ากลับได้กำไรดี การแยกราคาตามเวลาทำให้ทุกจุดเหลือกำไรใกล้เคียงกัน

บริการที่ขายเวลาช่าง ต้องคิดราคาจากนาทีที่ช่างใช้ ไม่ใช่จากปริมาณของที่ป้ายลงไป

ขายรายครั้ง หรือขายเป็นคอร์ส

แว็กซ์เป็นบริการที่ลูกค้ามักกลับมาทำซ้ำเป็นรอบ จึงขายเป็นคอร์สล่วงหน้าได้ดี ตารางนี้เทียบการขายรายครั้งกับขายคอร์สด้วยสมมติฐานเดียวกันคือแว็กซ์ขาราคา ฿520 ต่อครั้ง

รูปแบบ ราคาตัวอย่าง เหมาะกับ
รายครั้ง ฿520 ต่อครั้ง ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยลอง
คอร์ส 5 ครั้ง ฿2,340 ล่วงหน้า ลูกค้าที่ทำสม่ำเสมอ

การขายคอร์สช่วยล็อกลูกค้าไว้ล่วงหน้าและได้เงินสดเข้ามาก่อน แต่ต้องจำไว้ว่าเงินที่รับล่วงหน้ายังไม่ใช่กำไรทั้งก้อน มันคือบริการที่ร้านต้องทยอยให้ในครั้งถัด ๆ ไป การขายคอร์สกับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยลองมักถูกปฏิเสธ จึงควรเริ่มจากรายครั้งก่อนแล้วค่อยเสนอคอร์สเมื่อเขาพอใจ วิธีคิดเรื่องเงินรับล่วงหน้ากับการตัดยอดคงเหลืออยู่ใน เงินรับล่วงหน้ายังไม่ใช่กำไร และการเสนอบริการเสริมสั้นต่อท้ายเพื่อเพิ่มยอดต่อบิลอยู่ใน บริการเสริม 15 นาที ที่เพิ่มยอดต่อบิล

จัดคิวไม่ให้ชนงานผม

ปัญหาที่ทำให้ตารางร้านพังคือการเอาแว็กซ์ไปแทรกระหว่างงานผมที่ใช้เวลานาน แว็กซ์ต้องใช้ห้องส่วนตัวและช่างที่จดจ่อ ถ้าช่างคนเดียวกันต้องสลับไปมาระหว่างแว็กซ์ในห้องกับงานผมที่หน้าร้าน ทั้งสองงานจะช้าและลูกค้าทั้งสองฝั่งต้องรอ

วิธีที่ใช้ได้จริงคือกันช่วงเวลาแว็กซ์ไว้ต่างหาก หรือมอบให้ช่างที่ไม่ได้ทำผมในช่วงนั้นดูแล และตั้งเวลาคิวแว็กซ์ให้รวมเวลาเตรียมห้องและทำความสะอาดหลังจบไว้แล้ว เพื่อไม่ให้คิวถัดไปเลื่อน การวางแผนคิวและต้นทุนของบริการที่ต้องใช้ห้องแยกอ่านเทียบได้จากแนวทางใน เพิ่มบริการที่ต้องใช้ห้อง วางต้นทุนและคิวยังไง

คำถามที่ต้องถามลูกค้าก่อนทำ

ก่อนลงมือแว็กซ์ ควรถามลูกค้าสองสามข้อเพื่อให้บริการราบรื่นและลูกค้าสบายใจ นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ แต่เป็นการเตรียมงานที่ดีของร้านบริการ เช่น ถามว่าเคยแว็กซ์จุดนี้มาก่อนไหม เพื่อประเมินว่าต้องอธิบายขั้นตอนมากน้อยแค่ไหน และถามว่ามีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ เพื่อให้ช่างระวังเป็นพิเศษ ถ้าลูกค้าไม่แน่ใจเรื่องสภาพผิวของตัวเอง ควรแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก่อน แทนที่ร้านจะให้ความเห็นเอง

การถามล่วงหน้ายังช่วยให้ช่างประเมินเวลาได้แม่นขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการจัดคิวและการคิดราคา ลูกค้าที่แว็กซ์ครั้งแรกมักใช้เวลานานกว่าคนที่ทำประจำ การรู้ตรงนี้ก่อนช่วยให้ตั้งคิวได้ตรง

คุมสต็อกแว็กซ์ไม่ให้ต้นทุนเพี้ยน

แว็กซ์เป็นของที่ใช้ปริมาณไม่คงที่ ช่างบางคนใช้เยอะ บางคนใช้น้อย ทำให้ต้นทุนต่อครั้งจริงต่างจากที่คำนวณไว้ และสต็อกหมดเร็วกว่าที่คิด ร้านที่ไม่ได้เทียบยอดใช้จริงกับจำนวนครั้งที่ขายมักพบว่าต้นทุนของสูงกว่าในตาราง

ทางแก้คือเทียบปริมาณแว็กซ์ที่ใช้จริงกับจำนวนครั้งที่ให้บริการในเดือนนั้น ถ้าของหมดเร็วกว่าจำนวนครั้งที่ควรใช้ แปลว่ามีการใช้เกินหรือมีของหาย การตรวจส่วนต่างของสต็อกเป็นประจำช่วยจับจุดนี้ก่อนที่ต้นทุนจะบานปลาย วิธีตรวจส่วนต่างสต็อกของร้านอยู่ใน เช็กลิสต์ตรวจส่วนต่างสต็อกร้านเสริมสวย

สามขั้นตอนเปิดเมนูแว็กซ์ขนให้กำไรต่อชั่วโมงไม่ต่ำกว่าบริการอื่น
เช็กลิสต์ก่อนเปิดเมนูแว็กซ์ขน

เช็กลิสต์ก่อนเปิดเมนูแว็กซ์ขน

แปดข้อนี้ตรวจให้ครบก่อนเปิดขายจริง

  • มีห้องส่วนตัวปิดได้ และช่างที่ฝึกเทคนิคแว็กซ์มา
  • รู้ต้นทุนเวลาช่างต่อนาทีของร้านตัวเอง
  • จับเวลาจริงที่แต่ละจุดใช้ ไม่เดา
  • ตั้งราคาแต่ละจุดจากเวลาคูณต้นทุนต่อนาที ไม่ตั้งเท่ากันหมด
  • เลือกว่าขายรายครั้ง คอร์ส หรือทั้งสองแบบ
  • กันช่วงคิวแว็กซ์ไม่ให้ชนงานผมที่ใช้เวลานาน
  • เตรียมคำถามที่ต้องถามลูกค้าก่อนทำ
  • เทียบยอดใช้แว็กซ์จริงกับจำนวนครั้งที่ขายทุกเดือน

ข้อที่สำคัญที่สุดคือสองข้อกลาง คือจับเวลาจริงและตั้งราคาตามเวลา เพราะถ้าตั้งราคาทุกจุดเท่ากันโดยไม่ดูเวลา จุดที่ใช้เวลานานจะกินกำไรของทั้งเมนูไปเงียบ ๆ ร้านที่แยกราคาตามเวลาแล้วมักพบว่ากำไรต่อชั่วโมงของช่างสม่ำเสมอขึ้น และเลิกรู้สึกว่าบางจุดทำแล้วเหนื่อยฟรี

คำถามที่พบบ่อย

แว็กซ์ขน ราคา ควรตั้งเท่าไรต่อจุด

ไม่มีราคาตายตัว เพราะขึ้นกับต้นทุนเวลาช่างและเวลาที่แต่ละจุดใช้ วิธีที่ถูกคือหาต้นทุนต่อนาทีของร้านก่อน แล้วคูณด้วยเวลาที่จุดนั้นใช้จริง บวกค่าของและกำไร ราคาต่อจุดจึงควรต่างกันตามเวลา ไม่ใช่ตั้งเท่ากันทุกจุด

ทำไมไม่ควรตั้งราคาทุกจุดเท่ากัน

เพราะแต่ละจุดใช้เวลาช่างไม่เท่ากัน จุดที่ใช้เวลานานอย่างขาสองข้างมีต้นทุนเวลาสูงกว่ารักแร้หลายเท่า ถ้าตั้งราคาเท่ากัน จุดที่ใช้เวลานานจะแทบไม่เหลือกำไร ในขณะที่จุดที่เร็วกว่ากำไรดีเกินจำเป็น

ควรขายแว็กซ์เป็นคอร์สไหม

เหมาะกับลูกค้าที่ทำสม่ำเสมอ เพราะช่วยล็อกลูกค้าและได้เงินสดล่วงหน้า แต่ควรเริ่มจากรายครั้งกับลูกค้าใหม่ก่อน เพราะขายคอร์สกับคนที่ยังไม่เคยลองมักถูกปฏิเสธ และต้องจำว่าเงินรับล่วงหน้ายังเป็นบริการที่ต้องทยอยให้

ควรถามอะไรลูกค้าก่อนแว็กซ์

ถามว่าเคยแว็กซ์จุดนี้มาก่อนไหมเพื่อประเมินเวลาและการอธิบาย และถามว่ามีผิวแพ้ง่ายไหมเพื่อให้ช่างระวัง ถ้าลูกค้าไม่แน่ใจเรื่องสภาพผิว ควรแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก่อน ไม่ใช่ให้ร้านประเมินเอง

อยากรู้ว่าเมนูแว็กซ์ทำกำไรต่อชั่วโมงเท่าไร

ขายคอร์สแว็กซ์แล้วให้ Ease POS ตัดยอดคงเหลือทุกครั้งที่ลูกค้ามาใช้ ตัดสต็อกแว็กซ์อัตโนมัติ และคิดค่าคอมช่างตามงานจริง จะได้รู้ว่าแต่ละจุดทำเงินให้ร้านเท่าไร

ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS