ร้านที่คิวเต็มทั้งวันแต่ยอดไม่ขยับ คือปัญหาที่เจ้าของร้านบริการเจอบ่อยที่สุด เพราะช่างทำเต็มมือแล้วและเพิ่มคิวไม่ได้อีก ทางออกที่หลายร้านมองข้ามคือ บริการเสริมสั้น ๆ ที่ใช้เวลาราว 15 นาที ต่อท้ายบริการหลัก เหตุผลที่ได้ผลคือมันเพิ่มยอดต่อบิลจากลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าแล้ว โดยไม่ต้องหาลูกค้าใหม่และแทบไม่กินคิวช่าง บทความนี้พาไปดูวิธีเลือกบริการเสริม ตั้งราคา และวางลงในคิวโดยไม่ทำให้ตารางทั้งวันพัง

ในตำราการค้าเรียกการขายเพิ่มแบบนี้ว่า Upselling แต่สิ่งที่ทำให้บริการเสริมต่างจากการขายเพิ่มทั่วไปคือ ลูกค้าไม่ต้องตัดสินใจใหญ่ เขาไม่ได้ถูกชวนให้ซื้อคอร์ส ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ และไม่ต้องกลับมาวันหลัง แค่บอกว่าอยากลองอีกสิบห้านาทีไหม ก็จบในวันเดียว

ใจความสำคัญ: บริการเสริมที่ดีต้องใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ใช้อุปกรณ์ที่ร้านมีอยู่แล้ว และทำต่อจากบริการหลักได้ทันทีบนเก้าอี้ตัวเดิม ถ้าต้องย้ายที่หรือเตรียมของใหม่ ถือว่าไม่ใช่บริการเสริม
+฿150
คือส่วนต่างต่อหนึ่งคิวเมื่อเพิ่มบริการเสริม 15 นาที เข้าไปในบริการหลัก 60 นาที คิวเท่าเดิม ช่างคนเดิม (ตัวเลขตัวอย่างที่ใช้ตลอดบทความนี้)

ทำไมบริการเสริมถึงเพิ่มยอดได้มากกว่าการหาลูกค้าใหม่

เหตุผลข้อแรกคือต้นทุนในการขาย ลูกค้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วไม่ต้องใช้ค่าโฆษณาเพื่อพามาอีกรอบ ไม่ต้องใช้เวลารับสายเพื่อยืนยันคิว และไม่ต้องเสี่ยงว่าจะไม่มาตามนัด ทุกบาทที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นกำไรที่แทบไม่มีต้นทุนแฝง

ข้อสองคือจังหวะ ลูกค้ากำลังผ่อนคลายและกำลังพอใจกับสิ่งที่เพิ่งได้รับ การเสนอสิ่งเล็ก ๆ ต่อจากนั้นจึงไม่รู้สึกเหมือนการขาย ต่างจากการโทรตามให้กลับมาซื้อคอร์สในอีกสองสัปดาห์ ซึ่งลูกค้าต้องตัดสินใจใหม่ทั้งหมด

ข้อสามคือการใช้เวลาว่างของเก้าอี้ที่ซ่อนอยู่ ในหนึ่งคิวมีช่วงที่ช่างรอผลิตภัณฑ์ทำงานอยู่แล้ว เช่น ระหว่างรอสีติดหรือระหว่างรอมาส์กเซ็ตตัว ช่วงเหล่านั้นคือเวลาที่บริการเสริมเข้าไปแทรกได้พอดีโดยไม่ยืดคิวออกไปเลย วิธีมองเวลาแบบนี้เขียนไว้ละเอียดใน รอบบริการและอัตราการใช้งานของร้าน

บริการเสริม 15 นาทีห้ารายการพร้อมราคาตัวอย่าง
บริการเสริมแบบไหนที่ขายได้จริง

บริการเสริมแบบไหนที่ขายได้จริง

เกณฑ์ที่ใช้คัดได้ผลที่สุดมีสี่ข้อ ถ้าข้อใดข้อหนึ่งไม่ผ่าน ให้ตัดออกก่อนแล้วค่อยกลับมาคิดใหม่ทีหลัง

  • ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที — นานกว่านี้ลูกค้าจะเริ่มคิดเรื่องเวลาที่ต้องกลับ และช่างจะเริ่มกังวลเรื่องคิวถัดไป
  • ใช้ของที่ร้านมีอยู่แล้ว — ไม่ต้องสั่งของใหม่ ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่เก็บ และไม่ต้องกลัวของหมดอายุคาชั้น
  • ทำต่อได้บนที่นั่งเดิม — การย้ายที่หนึ่งครั้งกินเวลาเท่ากับบริการเสริมทั้งรายการ
  • อธิบายได้จบในหนึ่งประโยค — ถ้าต้องอธิบายยาว ลูกค้าจะตอบว่าไว้คราวหน้า
บริการเสริม เวลา ราคาตัวอย่าง เหมาะกับร้าน
นวดบ่าและคอ 15 นาที ฿150 สปา นวด เสริมสวย
สครับมือและแขน 15 นาที ฿120 ร้านเล็บ สปา
มาส์กหน้าแบบสั้น 15 นาที ฿200 สปา เสริมสวย
ดูแลหนังศีรษะ 15 นาที ฿180 ร้านทำผม บาร์เบอร์
ทาสีเคลือบเงาซ้ำ 15 นาที ฿100 ร้านเล็บ

ราคาทั้งหมดเป็นตัวเลขตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ร้านควรปรับตามต้นทุนจริงของตัวเอง จุดตั้งต้นที่ลองใช้ได้คือราคาบริการเสริมราวหนึ่งในสี่ของบริการหลัก แล้วปรับขึ้นลงตามการตอบรับจริงในสองสัปดาห์แรก

ตั้งราคาบริการเสริมยังไงให้เหลือกำไรจริง

บริการเสริมที่ตั้งราคาผิดจะกลายเป็นงานฟรีของช่างทันที เพราะเวลาที่เพิ่มขึ้นต้องแบ่งให้ช่างด้วย ไม่ใช่เข้าร้านทั้งหมด

สูตรตั้งราคาบริการเสริม
ราคา = ต้นทุนของที่ใช้ + ค่ามือช่างต่อ 15 นาที + กำไรร้าน

ตัวอย่างสมมติ: ของที่ใช้ ฿20 + ค่ามือช่าง ฿60 + กำไรร้าน ฿70 รวมเป็น ฿150 ต่อครั้ง ถ้าตั้งไว้ที่ ฿100 กำไรร้านจะเหลือ ฿20 ซึ่งไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป

อีกจุดที่ต้องตกลงกันตั้งแต่ต้นคือบริการเสริมนับเป็นค่ามือของช่างคนไหน ถ้าคนทำบริการหลักกับคนทำบริการเสริมเป็นคนละคน ต้องบันทึกแยกให้ชัด ไม่งั้นสิ้นเดือนจะเถียงกันเรื่องยอด วิธีตรวจสอบยอดค่ามือให้ตรงอยู่ใน ตรวจยอดค่าคอมช่างให้ตรงทุกเดือน และหลักการตั้งราคาจากต้นทุนจริงอยู่ใน ตั้งราคาบริการจากต้นทุนจริง

เทียบคิวปกติกับคิวที่มีบริการเสริม 15 นาที
ตัวอย่างการคิดยอดหนึ่งเดือน

ตัวอย่างการคิดยอดหนึ่งเดือน

ตัวอย่างสมมติต่อไปนี้ใช้เพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ยอดขายจริงของร้านใด สมมติว่าร้านมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 12 คิว เปิด 26 วันต่อเดือน และมีลูกค้ารับบริการเสริมหนึ่งในสี่ของคิวทั้งหมด

รายการ ตัวอย่างสมมติ
คิวทั้งหมดต่อเดือน 312 คิว
คิวที่รับบริการเสริม 78 คิว
ยอดเพิ่มต่อคิว ฿150
ยอดเพิ่มรวมต่อเดือน ฿11,700
เวลาที่เพิ่มขึ้นต่อวัน ราว 45 นาที

สิ่งที่ควรอ่านจากตารางนี้คือบรรทัดสุดท้าย เวลาที่เพิ่มขึ้นทั้งวันคือสี่สิบห้านาที ซึ่งมักซ่อนอยู่ในช่วงที่ช่างรออยู่แล้ว ไม่ใช่เวลาที่ต้องยืดร้านออกไปอีกชั่วโมง ถ้าเวลาที่เพิ่มขึ้นของร้านคุณตกอยู่ในช่วงที่ช่างรออยู่แล้ว คิวจะไม่ยืด แต่ถ้าไม่ใช่ ต้องบวกเวลาเข้าไปในคิวจริงตั้งแต่ตอนจอง

ยอดที่เพิ่มขึ้นง่ายที่สุดของร้านบริการ มาจากคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้ว ไม่ใช่คนที่ยังไม่รู้จักร้าน

วางบริการเสริมลงในคิวโดยไม่ให้ตารางพัง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเปิดขายบริการเสริมโดยไม่ได้บวกเวลาเพิ่มในคิว ผลคือคิวถัดไปเลื่อนทีละสิบห้านาที พอถึงบ่ายก็ช้าไปหนึ่งชั่วโมง แล้วลูกค้าที่มาตามนัดต้องรอ

วิธีที่ใช้ได้จริงมีสามแบบ เลือกให้เข้ากับรูปแบบร้าน

  • บวกเวลาไว้ในคิวตั้งแต่ตอนจอง — เหมาะกับร้านที่รับจองล่วงหน้าเป็นหลัก ตั้งคิวเป็น 75 นาทีแทน 60 นาที แล้วถ้าลูกค้าไม่รับบริการเสริมก็ได้เวลาคืนมา
  • เปิดขายเฉพาะคิวสุดท้ายของช่วง — คิวก่อนพักเที่ยงและคิวสุดท้ายของวันไม่มีคิวต่อท้าย จึงยืดได้โดยไม่กระทบใคร
  • ใช้เฉพาะช่วงที่ต้องรออยู่แล้ว — ระหว่างรอผลิตภัณฑ์ทำงาน ช่างว่างมืออยู่แล้ว บริการเสริมที่ทำได้ในจังหวะนี้แทบไม่กินเวลาเพิ่มเลย

ถ้าร้านรับทั้งลูกค้าจองล่วงหน้าและลูกค้าเดินเข้ามาเอง ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะสองกลุ่มนี้ชนกันง่ายอยู่แล้ว วิธีวางคิวให้อยู่ร่วมกันได้อ่านที่ จองผ่านไลน์กับลูกค้าเดินเข้าร้าน วางคิวยังไงไม่ให้ชนกัน

ประโยคที่ใช้เสนอบริการเสริมแล้วลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกขาย

สิ่งที่ทำให้ลูกค้าปฏิเสธไม่ใช่ราคา แต่คือความรู้สึกว่ากำลังถูกขายของเพิ่ม วิธีเลี่ยงคือเสนอในฐานะสิ่งที่ต่อเนื่องจากงานที่กำลังทำอยู่ ไม่ใช่รายการใหม่

ประโยคที่ได้ผลมักมีสามส่วน คือบอกสิ่งที่ช่างสังเกตเห็น บอกว่าใช้เวลาเท่าไร แล้วปล่อยให้ลูกค้าเลือกเอง ตัวอย่างเช่น บ่ากับคอตึงมากเลยค่ะ เพิ่มนวดสิบห้านาทีต่อเลยไหมคะ หรือปลายเล็บเริ่มด้าน เคลือบเงาซ้ำสิบนาทีไหมคะ

สิ่งที่ไม่ควรทำคือเสนอตอนลูกค้ากำลังจ่ายเงิน เพราะเป็นจังหวะที่คนกำลังคิดเรื่องยอดรวม การเสนอเพิ่มในวินาทีนั้นถูกปฏิเสธง่ายที่สุด และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านพยายามขายจนนาทีสุดท้าย

เช็กลิสต์ก่อนเปิดขายบริการเสริม 15 นาที
เช็กลิสต์ก่อนเปิดขายบริการเสริม

เช็กลิสต์ก่อนเปิดขายบริการเสริม

แปดข้อนี้ตรวจให้ครบก่อนเริ่มขายจริง

  • เลือกบริการเสริมไว้ไม่เกินสามอย่าง ให้ลูกค้าเลือกง่าย
  • ทุกอย่างใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และใช้ของที่ร้านมีอยู่แล้ว
  • คิดราคาจากต้นทุนของ บวกค่ามือช่าง บวกกำไรร้าน
  • ตกลงกันแล้วว่าค่ามือของบริการเสริมเข้าช่างคนไหน
  • บวกเวลาไว้ในคิว หรือกำหนดว่าขายเฉพาะคิวไหน
  • ซ้อมประโยคเสนอสามส่วนกับช่างทุกคน
  • ห้ามเสนอตอนลูกค้ากำลังจ่ายเงิน
  • บันทึกแยกว่าบิลไหนมีบริการเสริม เพื่อดูว่าตัวไหนขายดี

ข้อสุดท้ายคือข้อที่ทำให้เดือนถัดไปดีขึ้นกว่าเดือนนี้ เพราะเมื่อรู้ว่าบริการเสริมตัวไหนถูกเลือกบ่อยที่สุด ร้านจะเลิกเสนอตัวที่ไม่มีใครเอา แล้วเอาเวลาไปเสนอตัวที่ขายได้จริง วิธีอ่านตัวเลขรายเดือนของร้านอยู่ใน รายงานกำไรของร้านบริการ ดูตัวไหนก่อน

คำถามที่พบบ่อย

ควรมีบริการเสริมกี่อย่าง

สามอย่างกำลังดี มากกว่านั้นช่างจะจำไม่ได้ว่าควรเสนออะไรกับใคร และลูกค้าจะใช้เวลาเลือกนานจนเสียจังหวะ ถ้าอยากมีหลากหลาย ให้หมุนเปลี่ยนทุกไตรมาสแทนการเปิดพร้อมกันทั้งหมด

ถ้าลูกค้าปฏิเสธบ่อยมากควรทำอย่างไร

ให้ดูสองอย่างก่อน คือจังหวะที่เสนอ และคำที่ใช้ ถ้าเสนอตอนจ่ายเงินให้ย้ายมาเสนอระหว่างทำ ถ้าใช้คำว่าโปรโมชันหรือแนะนำพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการบอกสิ่งที่ช่างสังเกตเห็นจริงแทน สองข้อนี้แก้ได้เกือบทุกกรณี

บริการเสริมทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านขายของเก่งเกินไปไหม

ไม่ ถ้าเสนอไม่เกินหนึ่งครั้งต่อการมาหนึ่งรอบ และไม่ตื๊อเมื่อถูกปฏิเสธ ปัญหาเกิดเมื่อร้านเสนอซ้ำหลายรอบในวันเดียว ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกคำพูดคือการขาย

ร้านที่มีช่างคนเดียวทำได้ไหม

ทำได้และมักได้ผลดี เพราะช่างคนเดียวคุมเวลาตัวเองได้ทั้งหมด ให้เลือกบริการเสริมที่ทำในช่วงรออยู่แล้วเป็นหลัก แล้วเปิดขายเฉพาะคิวที่ไม่มีคิวต่อท้ายในช่วงแรก

อยากรู้ว่าบริการเสริมตัวไหนขายดีที่สุด

บันทึกทุกบิลว่ามีบริการเสริมหรือไม่ ใครเป็นคนทำ และใช้เวลาไปเท่าไร แล้วให้ Ease POS สรุปให้ว่าเดือนนี้บริการเสริมทำเงินให้ร้านเท่าไร

ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS