คำตอบสั้นที่สุด: ค่าเดินทางที่ทำให้ขาดทุนเกือบทุกครั้ง คือค่าเดินทางที่คิดจากค่าน้ำมันอย่างเดียว เพราะต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของงานนอกสถานที่ไม่ใช่น้ำมัน แต่คือ เวลาที่ปิดคิวหน้าร้านทิ้งไป ช่างหนึ่งคนที่ออกไปสามชั่วโมง เท่ากับร้านปิดเก้าอี้นั้นสามชั่วโมง ทั้งที่บิลใบนั้นอาจได้เงินเท่างานในร้านหนึ่งคิว

บทความนี้ให้สูตรคิดค่าเดินทางที่นับครบทั้งสามก้อน พร้อมตารางตามระยะทาง วิธีเรียกเก็บสามแบบ และจุดคุ้มทุนว่าทริปหนึ่งควรมีกี่คิวถึงคุ้มที่จะออกไป ตัวเลขทุกตัวในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ให้เปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงของร้านก่อนใช้

ทำไมคิดแค่ค่าน้ำมันแล้วขาดทุนเกือบทุกครั้ง

เวลาลูกค้าถามว่า “มาทำที่บ้านได้ไหม คิดค่าเดินทางเท่าไหร่” คำตอบที่หลุดปากบ่อยที่สุดคือตัวเลขกลม ๆ อย่างสองร้อยหรือสามร้อย ซึ่งมักมาจากการกะค่าน้ำมันไป-กลับ ตัวเลขนี้ไม่ผิดในแง่ค่าน้ำมัน แต่มันตอบผิดคำถาม เพราะสิ่งที่ร้านขายให้ลูกค้ารายนั้นไม่ใช่น้ำมัน แต่คือ ช่างหนึ่งคนกับเวลาก้อนใหญ่

ลองนับเวลาจริงของงานนอกหนึ่งงาน: เตรียมและขนของ 20 นาที เดินทางไป 30 นาที เซ็ตของที่หน้างาน 15 นาที ทำงาน 60 นาที เก็บของ 15 นาที เดินทางกลับ 30 นาที รวม 170 นาที เกือบสามชั่วโมง ในขณะที่งานเดียวกันถ้าทำในร้านใช้เวลา 60 นาที แปลว่างานนอกกินเวลาของช่างเกือบสามเท่า แต่ร้านส่วนใหญ่คิดเงินเพิ่มแค่ค่าน้ำมันไม่กี่ร้อย

จุดที่ทำให้เข้าใจผิดคือเงินสดที่ได้กลับมาดูเยอะกว่างานในร้าน เพราะเป็นบิลเดียวจบ แต่ถ้าเอาเวลาทั้งก้อนไปหาร จะพบว่ารายได้ต่อชั่วโมงของงานนอกต่ำกว่างานในร้านเป็นเท่าตัว และยังไม่ได้หักค่าสึกหรอของรถกับความเสี่ยงระหว่างทาง

สามก้อนที่ต้องนับก่อนตั้งราคา

ก้อนที่ 1 — ระยะทาง คือค่าน้ำมันบวกค่าสึกหรอของรถ ไม่ใช่ค่าน้ำมันอย่างเดียว รถทุกคันมีค่าเปลี่ยนยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ค่าเบรก และค่าเสื่อมราคาที่เดินไปตามกิโลเมตร ถ้ายังไม่มีตัวเลขของตัวเอง ใช้อัตราชดเชยของทางราชการเป็นจุดตั้งต้นได้ คู่มือการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการกำหนดอัตราเงินชดเชยการใช้พาหนะส่วนตัวไว้ที่ รถยนต์ส่วนบุคคลกิโลเมตรละ 4 บาท และรถจักรยานยนต์กิโลเมตรละ 2 บาท โดยให้คำนวณระยะทางตามเส้นทางของกรมทางหลวงในทางสั้นและทางตรง ดูอัตราในคู่มือการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

อัตรานี้เป็นเกณฑ์ของทางราชการ ไม่ใช่ราคาที่ร้านต้องใช้ตาม แต่มีข้อดีคือเป็นตัวเลขที่มีที่มา อธิบายกับลูกค้าได้ และรวมค่าสึกหรอไว้แล้ว ไม่ใช่ค่าน้ำมันเปล่า ๆ

ก้อนที่ 2 — เวลาที่ขายไม่ได้ คือเวลาเตรียม เดินทาง เซ็ตของ เก็บของ และเดินทางกลับ เวลานี้ไม่มีลูกค้าคนไหนจ่าย แต่ร้านจ่ายค่ามือช่างเต็ม และถ้าเป็นช่วงที่คิวหน้าร้านเต็ม ร้านยังเสียโอกาสขายเวลานั้นไปด้วย ก้อนนี้ใหญ่ที่สุดและถูกลืมบ่อยที่สุด

ก้อนที่ 3 — ของและงานเตรียมเฉพาะงานนอก ผ้าปูใช้แล้วทิ้ง ถุงมือ ปลั๊กพ่วง ผ้ารองพื้น กระเป๋าอุปกรณ์ ค่าซักผ้าเพิ่ม รวมถึงเวลาที่คนหน้าร้านต้องเช็กของก่อนออกและหลังกลับ ก้อนนี้ไม่ใหญ่ต่อครั้ง แต่คงที่ทุกทริป จึงต้องบวกเข้าไปเสมอ

สูตรคิดค่าเดินทาง และตัวอย่างที่คิดให้ดูทีละขั้น

ค่าเดินทาง = (ระยะทางไป-กลับ × อัตราต่อกิโลเมตร) + (ชั่วโมงที่ขายไม่ได้ × ค่าเวลาต่อชั่วโมง) + ค่าเตรียมคงที่ต่อทริป

ตัวแปรที่ต้องเติมมีสามตัว และตัวที่ตัดสินทุกอย่างคือ ค่าเวลาต่อชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันทั้งวัน

  • ช่วงที่คิวหน้าร้านเต็ม ให้ใช้ราคาบริการที่ขายได้จริงต่อชั่วโมง เพราะเวลานั้นร้านขายได้อยู่แล้ว การออกไปข้างนอกคือการเอาเวลาที่ขายได้ไปใช้
  • ช่วงที่ร้านเงียบ ให้ใช้เฉพาะค่ามือช่างที่ร้านต้องจ่ายจริงต่อชั่วโมง เพราะเวลานั้นขายไม่ออกอยู่แล้ว ถ้าคิดเต็มราคาจะได้ตัวเลขที่แพงจนไม่มีใครจ้าง ทั้งที่งานนั้นช่วยเติมช่วงว่างได้

ตัวอย่างสมมติ: ร้านนวดแห่งหนึ่ง ราคาบริการที่ขายได้ชั่วโมงละ 800 บาท ค่ามือช่างชั่วโมงละ 200 บาท ค่าเตรียมคงที่ 100 บาทต่อทริป ลูกค้าอยู่ห่างจากร้าน 20 กิโลเมตร ไป-กลับ 40 กิโลเมตร เวลาที่ขายไม่ได้ทั้งหมด 1.5 ชั่วโมง

ขั้นตอน ช่วงคิวเต็ม ช่วงร้านเงียบ
ระยะทาง 40 กม. × 4 บาท 160 บาท 160 บาท
เวลา 1.5 ชม. × ค่าเวลาต่อชั่วโมง 1.5 × 800 = 1,200 บาท 1.5 × 200 = 300 บาท
ค่าเตรียมคงที่ต่อทริป 100 บาท 100 บาท
ค่าเดินทางขั้นต่ำที่ไม่ขาดทุน 1,460 บาท 560 บาท

ข้อมูลตัวอย่างที่ใช้เพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคามาตรฐานของร้านบริการ

สามก้อนต้นทุนของงานนอกสถานที่ ระยะทาง เวลาที่ขายไม่ได้ และค่าเตรียม พร้อมตัวอย่างค่าเดินทางช่วงคิวเต็มและช่วงร้านเงียบ

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านทั้งสามก้อนต้นทุน

ค่าเดินทางก้อนเดียวกัน คิดได้สองราคา ขึ้นกับว่าเวลานั้นร้านขายได้อยู่แล้วหรือไม่ · ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ

ตัวเลขสองช่องนี้คือคำตอบว่าทำไมร้านที่คิดค่าเดินทาง 300 บาททุกงานถึงรู้สึกว่ายิ่งรับงานนอกยิ่งเหนื่อยแต่เงินไม่เหลือ เพราะในช่วงคิวเต็ม ร้านขาดไปเกือบ 1,200 บาทต่องานโดยไม่รู้ตัว

ตารางค่าเดินทางแบ่งตามโซน คิดครั้งเดียวใช้ได้ทั้งปี

คิดทีละงานจะช้าและตอบลูกค้าไม่ทัน วิธีที่ใช้งานได้จริงคือแบ่งโซนแล้วคิดล่วงหน้าไว้เลย ตารางข้างล่างใช้สูตรเดียวกับข้างบน โดยสมมติค่าเวลาต่อชั่วโมงช่วงคิวเต็ม 800 บาท ช่วงเงียบ 200 บาท และค่าเตรียมคงที่ 100 บาท

โซน ระยะไป-กลับ เวลาที่ขายไม่ได้ ค่าเดินทางช่วงคิวเต็ม ค่าเดินทางช่วงเงียบ
A · ในละแวกร้าน 20 กม. 1.0 ชม. 80 + 800 + 100 = 980 บาท 80 + 200 + 100 = 380 บาท
B · ข้ามเขต 40 กม. 1.5 ชม. 160 + 1,200 + 100 = 1,460 บาท 160 + 300 + 100 = 560 บาท
C · ต่างอำเภอ 80 กม. 2.5 ชม. 320 + 2,000 + 100 = 2,420 บาท 320 + 500 + 100 = 920 บาท

ตารางตัวอย่างที่ใช้เพื่อแสดงวิธีแบ่งโซน ไม่ใช่ราคาที่ร้านต้องใช้ตาม

รูปแบบนี้ใช้ได้จริงคือเขียนโซนไว้สามถึงสี่ระดับ ระบุระยะและเวลาให้ชัด แล้วให้คนรับสายตอบลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องโทรถามเจ้าของทุกครั้ง ข้อควรระวังคือ อย่าวัดโซนด้วยระยะเส้นตรงบนแผนที่ ให้ใช้ระยะทางตามเส้นทางที่ขับจริงและเวลาเดินทางในช่วงเวลาที่จะไปจริง งานบ่ายสามในเมืองกับงานสิบโมงเช้าบนเส้นทางเดียวกัน ใช้เวลาต่างกันได้เท่าตัว

สามวิธีเรียกเก็บ เลือกให้ตรงกับแบบงานของร้าน

วิธีคิด คิดยังไง เหมาะกับ ข้อควรระวัง
เหมาต่อเที่ยว ตัวเลขเดียวจบ ไม่แยกระยะ ร้านที่รับงานในรัศมีแคบและระยะใกล้เคียงกันทุกงาน ถ้ารัศมีกว้าง งานไกลจะขาดทุนเสมอเพื่ออุดงานใกล้
ตามระยะทาง คิดต่อกิโลเมตรจากร้านถึงหน้างาน คิดไป-กลับ ร้านที่งานกระจายหลายทิศและระยะต่างกันมาก ลูกค้าคำนวณเองไม่ได้ก่อนโทร ต้องมีคนตอบให้ไว และต้องตกลงว่าวัดจากเส้นทางไหน
ตามโซน แบ่งเป็นโซน A-B-C ราคาคงที่ต่อโซน ร้านส่วนใหญ่ที่รับงานประจำในเมืองเดียวกัน ต้องเขียนขอบเขตโซนให้ชัดเป็นชื่อย่านหรือเขต ไม่ใช่แค่ตัวเลขกิโลเมตร

สำหรับร้านบริการทั่วไป แบบโซนใช้ง่ายที่สุด เพราะตอบลูกค้าได้ในประโยคเดียว ลูกค้าเทียบราคาได้ก่อนตัดสินใจ และร้านไม่ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง ส่วนแบบตามระยะทางเหมาะกับงานที่ระยะแกว่งมากอย่างงานติดตั้งหรือคาร์แคร์เคลื่อนที่

ไม่ว่าเลือกแบบไหน ให้เขียนไว้ที่เดียวกับราคาบริการ ไม่ใช่ให้ช่างแต่ละคนตอบกันเอง เพราะจุดที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจที่สุดคือได้ยินราคาคนละแบบจากคนละคนในร้านเดียวกัน

จุดคุ้มทุน: ทริปหนึ่งควรมีกี่คิวถึงคุ้มที่จะออกไป

ถ้าลูกค้ายังไม่ยอมจ่ายค่าเดินทางเต็มจำนวน ทางออกที่ใช้ได้คือทำให้ทริปเดียวมีหลายคิว เพราะต้นทุนก้อนเดินทางถูกหารด้วยจำนวนคิวที่ทำได้ในทริปนั้น

ใช้ตัวเลขสมมติชุดเดิม: ค่าบริการต่อคน 800 บาท ค่ามือช่างต่อคน 200 บาท ของที่ใช้ต่อคน 60 บาท เท่ากับกำไรก่อนหักค่าเดินทางคนละ 540 บาท ถ้าค่าเดินทางของโซน B ในช่วงคิวเต็มคือ 1,460 บาท

1,460 ÷ 540 = 2.7 คน แปลว่าทริปนั้นต้องมีอย่างน้อย 3 คิว ถึงจะคุ้มที่จะออกไปในช่วงที่ร้านมีคิวอยู่แล้ว ถ้าได้คิวเดียว ร้านกำลังเอาเวลาที่ขายได้ 1,460 บาทไปแลกกับกำไร 540 บาท

จุดคุ้มทุนของงานนอกสถานที่ ค่าเดินทางหนึ่งทริปหารด้วยกำไรต่อคน ได้อย่างน้อยสามคิว

เลื่อนภาพแนวนอนเพื่ออ่านการคำนวณให้ครบ

บันทึกภาพนี้ไว้ใช้ตอบตอนลูกค้าต่อรองค่าเดินทาง · ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ ให้แทนด้วยตัวเลขจริงของร้าน

ตัวเลขนี้เปลี่ยนคำตอบเวลาลูกค้าต่อรอง จากเดิมที่ต้องเลือกระหว่างรับขาดทุนกับปฏิเสธ กลายเป็นข้อเสนอที่สาม: “ถ้าชวนคนในบ้านทำพร้อมกันสามคน ไม่คิดค่าเดินทาง” ซึ่งลูกค้ารับได้ง่ายกว่าการถูกบวกเงินเพิ่ม และร้านก็ได้ยอดต่อทริปที่คุ้มจริง

อีกทางที่ได้ผลคือจัดงานนอกไว้ในช่วงที่ร้านเงียบตามข้อมูลคิวจริง เพราะค่าเวลาต่อชั่วโมงในช่วงนั้นต่ำกว่ามาก ทำให้ค่าเดินทางที่ต้องเก็บลดลงเหลือหลักร้อย และเป็นการเติมรายได้ในเวลาที่เดิมขายไม่ได้เลย

เจ็ดเงื่อนไขที่ต้องบอกลูกค้าก่อนตกลง

ค่าเดินทางที่คำนวณมาดีจะพังทันทีถ้าหน้างานมีเรื่องที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ เขียนเจ็ดข้อนี้ไว้ในข้อความยืนยันนัด แล้วส่งให้ลูกค้าอ่านก่อนวันงาน

  1. ที่จอดรถ ใครจ่ายค่าจอด และถ้าไม่มีที่จอดในอาคารต้องจอดไกลแค่ไหน ระยะเดินขนของนับเป็นเวลาที่ขายไม่ได้เหมือนกัน
  2. ค่าทางด่วนและค่าผ่านทาง เก็บตามจริงหรือรวมไว้ในค่าเดินทางแล้ว บอกให้ชัดตั้งแต่แรก
  3. การรอเกินเวลานัด รอฟรีได้กี่นาที เกินจากนั้นคิดเพิ่มเท่าไร ข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทริปเลื่อนทั้งวัน
  4. หลายจุดในทริปเดียว ถ้าลูกค้าขอย้ายไปทำต่ออีกที่ นับเป็นงานนอกอีกครั้งหรือคิดเพิ่มเท่าไร
  5. ชั้นและลิฟต์ อาคารไม่มีลิฟต์หรือต้องขนของขึ้นบันไดหลายชั้น ควรระบุว่าคิดเพิ่ม เพราะเป็นทั้งเวลาและความเสี่ยงของช่าง
  6. ยกเลิกกะทันหัน ยกเลิกก่อนกี่ชั่วโมงถึงไม่คิดเงิน และถ้าช่างออกจากร้านแล้วคิดเท่าไร ควรผูกกับมัดจำที่เก็บไว้ล่วงหน้า
  7. สิ่งที่หน้างานต้องเตรียม ปลั๊กไฟ น้ำ พื้นที่วางอุปกรณ์ หรือโต๊ะ ถ้าไม่มีแล้วทำงานไม่ได้ ต้องบอกก่อน ไม่ใช่ไปถึงแล้วค่อยรู้
เช็กลิสต์เจ็ดเงื่อนไขที่ต้องตกลงกับลูกค้าก่อนรับงานนอกสถานที่
บันทึกภาพนี้ส่งให้ลูกค้าตอนยืนยันนัด หรือพิมพ์ติดไว้ให้คนรับสายใช้ถามให้ครบ

การเก็บมัดจำสำหรับงานนอกสำคัญกว่างานในร้าน เพราะถ้าลูกค้ายกเลิกตอนช่างอยู่กลางทาง ร้านเสียทั้งเวลาและระยะทางไปแล้วโดยไม่มีทางขายเวลานั้นคืน อ่านวิธีคำนวณมัดจำจากเวลาทำและต้นทุนเตรียมคิวได้ที่ วิธีคำนวณมัดจำร้านบริการ

บันทึกหกช่องทุกงาน แล้วจะรู้ว่างานนอกกำไรจริงหรือเปล่า

ร้านส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่างานนอกกำไรหรือขาดทุน เพราะบิลงานนอกกับบิลหน้าร้านถูกบันทึกเหมือนกันหมด วิธีแก้ที่ถูกที่สุดคือเพิ่มหกช่องนี้ต่อหนึ่งงาน

ช่อง บันทึกอะไร เอาไปตอบคำถามอะไร
ประเภทงาน งานนอก หรือ งานในร้าน แยกยอดสองกลุ่มออกจากกันได้
โซนและระยะทางไป-กลับ เช่น โซน B · 40 กม. ตรวจว่าโซนที่ตั้งไว้ตรงกับของจริงไหม
เวลาออกจากร้าน–เวลากลับถึงร้าน เช่น 13:00–16:00 รู้เวลาที่ขายไม่ได้จริง ไม่ใช่เวลาที่กะไว้
จำนวนคิวในทริป เช่น 2 คิว เทียบกับจุดคุ้มทุนที่คำนวณไว้
ค่าเดินทางที่เก็บได้จริง เช่น 500 บาท รู้ว่าเก็บได้เท่าไรเทียบกับที่ควรเก็บ
ค่าใช้จ่ายหน้างานตามจริง ค่าจอด ทางด่วน ของที่ใช้เพิ่ม ปรับค่าเตรียมคงที่ให้ตรงความจริง

สิ้นเดือนเอาสองบรรทัดนี้มาเทียบ: รายได้ต่อชั่วโมงของงานนอก กับรายได้ต่อชั่วโมงของงานในร้าน ถ้างานนอกต่ำกว่าติดกันสองเดือน แปลว่าราคายังตั้งผิด ไม่ใช่ว่าทีมทำงานช้า วิธีวัดรายได้ต่อชั่วโมงและหาจุดรั่วอ่านต่อได้ที่ วิธีวัดรอบบริการหาจุดรั่ว

เช็กลิสต์ก่อนรับงานนอกสถานที่

  • รู้ระยะทางไป-กลับจริงและเวลาเดินทางในช่วงเวลาที่จะไป ไม่ใช่ระยะบนแผนที่
  • คิดค่าเวลาต่อชั่วโมงตามช่วงเวลา คิวเต็มใช้ราคาบริการ ช่วงเงียบใช้ค่ามือ
  • บวกค่าเตรียมคงที่ต่อทริปไว้ทุกครั้ง ไม่ว่างานใหญ่หรือเล็ก
  • เทียบจำนวนคิวในทริปกับจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับ
  • ส่งเงื่อนไขทั้งเจ็ดข้อให้ลูกค้าอ่านก่อนวันงาน พร้อมเวลานัดที่ระบุชัด
  • เก็บมัดจำสำหรับงานนอกทุกงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องเตรียมของเฉพาะ
  • บันทึกเวลาออก-กลับและค่าใช้จ่ายจริงทุกงาน เพื่อปรับราคาโซนในรอบถัดไป

คำถามที่พบบ่อย

ลูกค้าบอกว่าร้านอื่นไม่คิดค่าเดินทาง ควรตอบยังไง

ตอบด้วยสิ่งที่ลูกค้าได้ ไม่ใช่ด้วยการเทียบราคา เช่น “ค่าเดินทางรวมการเตรียมอุปกรณ์และเวลาที่ช่างอยู่กับคุณคนเดียวทั้งช่วง” แล้วเสนอทางเลือกที่ค่าเดินทางลดลงจริง เช่น ทำพร้อมกันสามคน หรือเลือกช่วงเวลาที่ร้านว่าง ร้านที่ไม่คิดค่าเดินทางส่วนใหญ่บวกไว้ในราคาบริการแล้ว หรือกำลังขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

ควรคิดค่าเดินทางจากระยะทางหรือจากเวลา

คิดทั้งสองอย่างแล้วรวมกัน ระยะทางตอบเรื่องน้ำมันและค่าสึกหรอ เวลาตอบเรื่องคิวที่เสียไป ถ้าเลือกได้อย่างเดียวให้เลือกเวลา เพราะในเมืองที่รถติด ระยะ 10 กิโลเมตรอาจใช้เวลามากกว่าระยะ 30 กิโลเมตรนอกเมือง

เก็บค่าเดินทางแล้วลูกค้าหาย ควรลดไหม

ก่อนลดราคาให้ลองเปลี่ยนวิธีเสนอก่อน เช่น เสนอราคารวมที่บอกครั้งเดียวจบแทนการแยกบรรทัดค่าเดินทาง หรือกำหนดยอดขั้นต่ำต่อทริปแทนการคิดค่าเดินทาง ถ้าจะลดค่าเดินทางจริง ให้ลดเฉพาะช่วงเวลาที่ร้านเงียบ ไม่ใช่ลดทั้งวัน

ช่างขับรถของตัวเอง ควรจ่ายค่าเดินทางให้ช่างเท่าไร

แยกสองเรื่องออกจากกัน เงินที่เก็บจากลูกค้าเป็นราคาขาย ส่วนเงินที่จ่ายช่างเป็นต้นทุน ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจ่ายเป็นต่อกิโลเมตร ต่อทริป หรือรวมในค่ามือ แล้วเขียนไว้ที่เดียวกับโครงค่าตอบแทน อัตราชดเชยของทางราชการใช้เป็นจุดตั้งต้นในการตกลงได้

งานนอกที่ไปแล้วทำไม่ได้เพราะหน้างานไม่พร้อม คิดเงินได้ไหม

ได้ ถ้าเขียนเงื่อนไขไว้ก่อนและลูกค้ารับทราบ โดยทั่วไปคิดค่าเดินทางเต็มจำนวนบวกค่าเสียเวลาตามที่ตกลง จุดสำคัญคือต้องส่งรายการสิ่งที่หน้างานต้องเตรียมให้ลูกค้าอ่านตั้งแต่ตอนยืนยันนัด ไม่ใช่ไปถึงแล้วค่อยบอก

ตั้งราคางานนอกให้ตรงต้นทุน แล้วรู้ทุกเดือนว่ากำไรจริงเท่าไร

Ease POS แยกงานนอกสถานที่ออกจากงานหน้าร้านได้ตั้งแต่ตอนเปิดบิล เก็บเวลาทำงาน ค่าเดินทางที่เก็บได้ และค่าใช้จ่ายหน้างานไว้ในรายการเดียวกัน แล้วสรุปให้ดูย้อนหลังว่างานกลุ่มไหนคุ้มกว่ากัน อยากทดลองกับงานจริงของร้าน ติดต่อทีมงานเพื่อขอดูการใช้งานได้ ดูราคาและแพ็กเกจของ Ease POS หรือ ดูฟีเจอร์ทั้งหมด

อ่านต่อ: วิธีตั้งราคาบริการจากงานจริง · รายงานกำไรร้านบริการ เงินเข้าทุกวันแต่กำไรหายไปไหน

ตรวจแหล่งข้อมูล: 8 กันยายน 2569 · อัตราเงินชดเชยการใช้พาหนะส่วนตัวกิโลเมตรละ 4 บาทและ 2 บาทเป็นเกณฑ์ของทางราชการที่ยกมาเป็นจุดตั้งต้นในการคำนวณ ไม่ใช่ราคาที่ร้านบริการต้องใช้ตาม · ตัวเลขราคาบริการ ค่ามือ ค่าเตรียม และตารางโซนทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ราคาตลาดหรือผลประกอบการของร้านใดร้านหนึ่ง · เรื่องภาษีและการออกเอกสารของค่าเดินทางให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีของร้าน